Cover Image

ซัมมิตการค้าและลงทุนไทย-สหรัฐ ปี 2026 จับสัญญาณ Rebalancing Trade มาแน่

การประชุมสุดยอดด้านการค้าและการลงทุนไทย-สหรัฐประจำปี 2026 (Thai-U.S. Trade & Investment Summit 2026) จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “สานต่อความร่วมมืออันยาวนาน” เมื่อ 17 สิงหาคม 2026 ที่โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพ สุขุมวิท โดยความร่วมมือระหว่างหอการค้าไทยและหอการค้าสหรัฐอเมริกา (AMCHAM Thailand)

ความพยายามในการปรับสมดุลความสัมพันธ์ทางการค้าถือเป็นภารกิจสำคัญอันดับต้นๆ สำหรับเอกอัครราชทูตและผู้แทนการค้าของสหรัฐทั่วโลกภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งรวมถึงการดำเนินมาตรการต่างๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ในภูมิภาคสหภาพยุโรป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้

นายจอห์น โกเยอร์ รองประธานหอการค้าสหรัฐประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนียระบุว่า หอการค้าสหรัฐมองว่าความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐมีรากฐานที่แข็งแกร่งยาวนานกว่า 200 ปี แต่ปัจจัยลบในปัจจุบันคือ ความไม่แน่นอน ทั้งด้านนโยบาย ภูมิรัฐศาสตร์ และภูมิเศรษฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลให้การตัดสินใจลงทุนทำได้ยากขึ้นทั่วโลก

นายจอห์น โกเยอร์ รองประธานหอการค้าสหรัฐประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย

การค้าสองฝ่ายยังเติบโตสวนทางความไม่แน่นอน แม้จะมีความไม่แน่นอนทางนโยบายการค้า แต่ก็ยังไม่ส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างสองประเทศ โดยการค้าทวีภาคียังคงขยายตัวได้ดี

ภาษีทรัมป์ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าของไทยไปสหรัฐอย่างที่วิทยากรบางรายชี้ ตัวเลขของสหรัฐอาจต่างจากตัวเลขไทยเล็กน้อย

ยอดนำเข้าของสหรัฐจากไทยพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ข้อมูลสหรัฐชี้ว่า ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2026 สหรัฐนำเข้าสินค้าจากไทยเพิ่มขึ้นถึง 72% ซึ่งเราคิดว่า เพิ่มขึ้นมากเป็นพิเศษ มันขัดกับสามัญสำนึกอย่างแน่นอน นับเป็นการเติบโตที่สูงที่สุดในรอบ 36 ปี ตั้งแต่ปี 1990 ผลจากการย้ายฐานและปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน เช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม

“ดังนั้นเราจึงย้อนกลับไปดูข้อมูลการค้าตั้งแต่ปี 1990 เพื่อดูว่าเคยมีเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันเช่นนี้หรือไม่ และก็ไม่มีใน 36 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีการเพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นนี้มาก่อน แน่นอนว่าสิ่งนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงล่าสุดในการจัดหาวัตถุดิบ ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน และประเทศเพื่อนบ้านของไทยก็มีการเพิ่มขึ้นในระดับที่ใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะเวียดนาม” โกเยอร์กล่าว

แต่ก็ยังเสริมว่า ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงฝ่ายเดียว การนำเข้าของสหรัฐจากประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างมาก ภาพรวมการส่งออกก็เป็นไปในทิศทางที่ดีเช่นกัน การส่งออกของสหรัฐไปยังประเทศไทยเพิ่มขึ้น 30% ในครึ่งแรกของปีนี้ ทิศทางการเติบโตเป็นไปในเชิงบวกอย่างแน่นอน

ประเด็นที่สองคือ การค้าไม่ได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้ามากเท่าที่ควรจะเป็น เพราะภาษีนำเข้าไม่ได้สูงอย่างที่คาดการณ์ไว้ แม้ว่าสินค้าไทยจะเผชิญกับภาษีนำเข้าเบื้องต้นที่ 19% ภายใต้กฎหมาย IEEPA ซึ่งย่อมาจากกฎหมายว่าด้วยอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (International Economic Emergency Powers Act)

ภาษี 19% นั้นมีข้อยกเว้นมากมาย ดังนั้นภาษีนำเข้าเฉลี่ยที่เรียกเก็บจริงจึงอยู่ที่ประมาณ 8-10% ไม่ดีนัก แต่ดีกว่า 19% มาก และจากที่ศาลสูงสุดสหรัฐ (Supreme Court) ตัดสินว่าภาษีผิดกฎหมาย เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ และถูกแทนที่ด้วยภาษี 10% ในทันที ซึ่งบังคับใช้ภายใต้มาตราอื่นของกฎหมายการค้าของสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ข้อยกเว้นยังคงคล้ายคลึงกัน ซึ่งหมายความว่าอัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยที่เรียกเก็บจริงลดลงเหลือประมาณ 5.5 % ระหว่างเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน

สำหรับประเทศไทย อัตราภาษีสำหรับการใช้แรงงานบังคับที่ 10% นั้นเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 12.5% หลังจากที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ตรวจสอบเรื่องการใช้แรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

ประเด็นความไม่แน่นอนเรื่องภาษี Section 301 ที่วิทยากรหลายคนกล่าวถึง รองประธานหอการค้าสหรัฐประจำเอเชียและโอเชียเนียกล่าวว่า ไทยเป็น 1 ใน 16 คู่ค้า ที่มีกำลังการผลิตล้นเกิน ซึ่งอาจทำให้มีมาตรการตอบโต้ ซึ่งจะเป็นมาตรการอะไร มันเป็นความไม่แน่นอน  แต่ก็ยังอยู่ในธีมของสหรัฐ ในการแก้ไขการค้าที่ไม่สมดุลและการค้าที่มีแนวปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม  ซึ่งอาจใช้มาตรา 301 เนื่องจากก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐกล่าวอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับการใช้มาตรานี้ หลังจากศาลสูงสุดตัดสินว่า ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจเรียกเก็บภาษีตามกฎหมาย IEEPA ซึ่งหากจริงทำให้มีการเรียกภาษีเพิ่มเติมจาก 12.5 % เพื่อให้กลับไปถึง 19 %  หรือมากกว่า ซึ่งขณะนี้ยังไม่รู้ เราไม่มีความแน่นอนหรือการคาดการณ์ได้

“ความไม่แน่นอนในตัวเองนั้นย่อมมีต้นทุนหรือภาระที่ต้องจ่ายเสมอ” รองประธานหอการค้าสหรัฐประจำเอเชียและโอเชียเนียกล่าว

ประเด็นการสวมสิทธิส่งออก (Transshipment) รายงานล่าสุดของทำเนียบขาวระบุว่า ไทยและชาติในอาเซียนถูกสงสัยว่าเป็นทางผ่านของสินค้าจีนเพื่อหลบเลี่ยงภาษี สหรัฐอาจใช้เหตุผลนี้อัพเกรดมาตรการตอบโต้/ตั้งภาษีเพิ่มเติมในอนาคต

“เกี่ยวกับการสวมสิทธิ์สินค้าจากจีนผ่านประเทศที่สามหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงไทย และเพื่อนบ้านของไทย ประเทศอื่นๆและภูมิภาคอื่น  รายงานการศึกษาชี้ว่า ขณะที่สหรัฐนำเข้าจากจีนหมายความประมาณว่าสหรัฐนำเข้าจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศอื่นๆ  ซึ่งทำให้เกิดความสงสัยเกี่ยวกับมิตรภาพ”

ประเด็นส่วนต่างภาษีจีนและไทยที่ลดลง แต่เดิมสินค้าจีนโดนภาษีสูงกว่าไทยถึง 32% ทำให้ไทยได้เปรียบ แต่ปัจจุบันส่วนต่างลดลงเหลือเพียงราว 16.6% ณ เดือนมิถุนายน ความได้เปรียบทางการค้าและแรงจูงใจในการหลบเลี่ยงภาษีจึงลดลง ซึ่งเป็นแนวโน้มที่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของไทย

“ไม่ว่าเราจะไปถึงจุดไหน เราจำเป็นต้องอยู่ในจุดที่มีความแน่นอนและคาดการณ์ได้” โกเยอร์กล่าว พร้อมเสริมว่าความไม่แน่นอนที่ต่อเนื่องจะส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจช้าลงในที่สุด

สนับสนุนไทยศูนย์กลางปัญญาประดิษฐ์

ในการแถลงการณ์ผ่านคลิปวิดีโอที่บันทึกไว้ นายไมเคิล ดีซอมบรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก และอดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ชี้ให้เห็นถึงการเติบโตของการค้าสองฝ่ายจาก 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.5 แสนล้านบาท) ในปี 2000 เป็น 111,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.6 ล้านล้านบาท) ในปี 2025 โดยระบุว่าประเทศไทยเป็นคู่ค้าที่ใหญ่เป็นอันดับสองของสหรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ก็เป็นแหล่งที่มาของการขาดดุลการค้าที่ใหญ่เป็นอันดับสองในภูมิภาคเช่นกัน

ไมเคิล ดีซอมบรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ

ดีซอมบรีกล่าวว่ารัฐบาลทั้งสองหวังที่จะบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับ “การค้าที่เป็นธรรมและสมดุลซึ่งกันและกัน” ซึ่งจะช่วยปรับปรุงการเข้าถึงตลาดและแก้ไขปัญหาการบังคับใช้กฎหมายศุลกากร การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และแนวปฏิบัติด้านกฎระเบียบ

เขาเน้นย้ำถึงความร่วมมือด้านพลังงานเมื่อเร็วๆ นี้ รวมถึงข้อตกลงจัดหาก๊าซของบริษัทปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งจะส่งมอบก๊าซประมาณหนึ่งล้านตันต่อปีเป็นเวลาสองทศวรรษ ข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์พลเรือนที่ลงนามเมื่อปีที่แล้ว และบันทึกความเข้าใจ (MOU) เกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุที่สำคัญ ลงเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ในการประชุมนอกรอบอาเซียนซัมมิตในประเทศมาเลเซีย

ในด้านเทคโนโลยี เขากล่าวว่าสหรัฐต้องการสนับสนุนความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ระดับภูมิภาคภายในปี 2027 ผ่านโครงการริเริ่มด้านปัญญาประดิษฐ์ร่วมระหว่างสหรัฐและอาเซียน ซึ่งให้การสนับสนุนทางการเงินและทางเทคนิคแก่รัฐบาลที่ใช้งานระบบปัญญาประดิษฐ์ของอเมริกา และกระตุ้นให้ประเทศไทยพึ่งพา “ผู้จัดหาที่เชื่อถือได้” สำหรับ 5G, 6G, เคเบิลใต้น้ำ และศูนย์ข้อมูล หรือดาต้าเซ็นเตอร์

โอกาสครบรอบสถาปนาสหรัฐอเมริกา 250 ปี เรียกร้องให้ปรับสมดุลทางการค้า

ฌอน โอ’นีล เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย

ฌอน โอ’นีล เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทยกล่าวเปิดงานโดยเน้นย้ำถึงพลังแห่งความร่วมมือระหว่างสหรัฐและไทย

“ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐ และไทยสามารถปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจที่เกิดจากนวัตกรรม พลังงาน และเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้แก่ทั้งสองประเทศได้” โอ’นีลกล่าว พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงบทบาทของบริษัทต่างๆ ทั้งจากสหรัฐและไทยในการขับเคลื่อนการลงทุน การจ้างงาน และการเติบโตทางเศรษฐกิจในตลาดของทั้งสองประเทศ

ทูตสหรัฐย้อนรอยความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศไปถึงการเดินทางของกัปตันเรือชาวอเมริกันขึ้นไปตามแม่น้ำเจ้าพระยาในปี 1818 ซึ่งนำไปสู่สนธิสัญญาไมตรีและการค้าปี 1833 ซึ่งโดยทั่วไปถือเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและไทย แม้ว่าโอ’นีลจะแย้งว่ามิตรภาพในทางปฏิบัติมีมานานกว่า 200 ปี แล้วก็ตาม

โอ’นีลกล่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐทำงานมาตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเพื่อให้แน่ใจว่าความสัมพันธ์ทางการค้าจะเป็นประโยชน์ต่อแรงงานชาวอเมริกัน โดยให้เหตุผลว่า “ความไม่สมดุลทางการค้าขนาดใหญ่และต่อเนื่องนั้นไม่ยั่งยืนหรือเป็นผลดี” ต่อทั้งสองฝ่าย

เขากล่าวว่า การฟื้นฟูความสมดุลจะทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น เปิดตลาดสหรัฐให้แก่นักลงทุนไทยมากขึ้น และปลดล็อกโอกาสในด้านพลังงานและเทคโนโลยีใหม่สำหรับทั้งสองประเทศ

เอกอัครราชทูตสหรัฐใช้โอกาสนี้เชิญชวนแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมงาน “งานแสดงสินค้าอเมริกัน” ที่จัดขึ้นในหาดใหญ่ นครราชสีมา เชียงใหม่ และกรุงเทพในเดือนกันยายนและตุลาคมนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพของอเมริกา

ความสัมพันธ์อันยาวนานกว่าสองศตวรรษระหว่างไทยและสหรัฐ ผู้นำภาคธุรกิจและภาครัฐได้มารวมตัวกันในการประชุมสุดยอดด้านการค้าและการลงทุนไทย-สหรัฐ เพื่อเปลี่ยนสายสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนานให้กลายเป็นโอกาสใหม่ๆ ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และนวัตกรรม การประชุมครั้งนี้ได้กำหนดวาระการดำเนินงานที่มุ่งสู่อนาคตเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกัน โดยเปิดพื้นที่ให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากทั้งสองประเทศ เพื่อแสวงหาแนวทางความร่วมมือที่จะสร้างผลลัพธ์เชิงบวกได้มากที่สุด

งานนี้ดึงดูดผู้บริหารธุรกิจ นักลงทุน และเจ้าหน้าที่รัฐบาลจากทั้งสองประเทศเข้าร่วมการอภิปรายในหัวข้อต่างๆ ตลอดทั้งวัน ได้แก่ การค้า การท่องเที่ยว เกษตรกรรม พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน การดูแลสุขภาพ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

Back To Top