Cover Image

'ส่งสการ' (2026) : ปราสาทศพ ความตาย และสารคดีมิวสิคัลของ อุรุพงศ์ รักษาสัตย์

หนังของ อุรุพงศ์ รักษาสัตย์ มักมีจุดร่วมบางอย่างด้วยกันเสมอ นั่นคือมันมักเล่าถึงชนบท ชีวิตในชุมชนเกษตรกรรม วัฒนธรรม ความเชื่อของชาวบ้าน

นับตั้งแต่ ‘ไตรภาคข้าว’ (2005-2014) ที่ว่าด้วยชีวิตชาวนา และการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทั้งในแง่สภาพอากาศซึ่งเอาแน่เอานอนไม่ได้ เศรษฐกิจและสังคมที่บีบให้คนรุ่นใหม่ย้ายถิ่นฐานไปเป็นแรงงานที่อื่น รวมทั้งการเมืองซึ่งเป็นฉากหลังของหนัง และ ‘บูชา’ (2022) สารคดีที่พาไปสบตากับพิธีกรรมและศรัทธาของผู้คนหลากถิ่นในไทย

พ้นไปจากเรื่องของผู้คนตัวเล็กตัวน้อย จุดร่วมในหนังของอุรุพงศ์ยังมีน้ำเสียงของการทดลอง ทั้งการถ่ายสารคดีผสมกับเรื่องแต่ง, การถ่ายเรื่องแต่งด้วยงานเคลื่อนกล้องหรือสายตาแบบสารคดี ตลอดจนการเว้นระยะระหว่างคนทำหนัง คนดูและซับเจ็กต์ที่ปรากฏในเรื่อง

‘ส่งสการ’ (2026) หนังสารคดีลำดับล่าสุดของเขายังมีจุดร่วมแบบเดิม นั่นคือมันพูดถึงพิธี ‘ส่งสการ’ อันเป็นพิธีแห่ศพของชาวเหนือ ด้วยการสร้าง ‘ปราสาทศพ’ เพื่อเป็นเกียรติให้แก่ผู้ล่วงลับ และแม้มันจะยังมีทีท่าเป็นสารคดีที่จับจ้องไปยังทีมงานซึ่งรับจ้างทำปราสาทดังกล่าว มันยังเป็นสารคดีลูกผสมมิวสิคัลเรื่องแรกของเขาด้วย

‘ส่งสการ’ มีประเด็นน่าคุยหลายอย่าง ทั้งการจับจ้องไปยังความตาย พิธีกรรมที่ดูเหมือนจะจางหายและถูกท้าทายจากยุคสมัย ไปจนถึงเรื่องดนตรีประกอบ ที่เราว่าหากใครได้ดูหนัง อาจตั้งคำถามถึงที่ทาง ตลอดจนที่มาที่ไปของดนตรีเหล่านั้นด้วย

วันโอวัน สนทนากับ อุรุพงศ์ รักษาสัตย์ และหนังสารคดีลูกผสมลำดับล่าสุดของเขา

อะไรที่ทำให้รู้สึกว่าอยากกลับไปทำสารคดีว่าด้วยพิธีกรรมกับความตายที่บ้านเกิด

ถ้าได้ดูเรื่อง ‘เรื่องเล่าจากเมืองเหนือ’ จะมีฉากที่เป็นงานศพคุณยายคนหนึ่ง มันคือพิธีส่งสการนี่แหละ 

เรากลับไปทำ ‘ส่งสการ’ ที่เชียงราย ถ่ายทำที่นั่น 90 เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นก็อาจมีที่จังหวัดลำพูนกับพะเยานิดหน่อย อันที่จริงเราเคยทำสารคดีสั้นว่าด้วยงานศพที่เชียงราย แต่มันสาบสูญไปแล้ว แล้วพอหนังมันหายไปแบบนี้เลยอยากทำหนังที่ว่าด้วยความตายและพิธีส่งสการอีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ที่มาที่ไปของความสนใจในการสำรวจพิธีนี้ก็มาจากการที่เราได้เห็นคนทำพิธีนี้ตั้งแต่เรายังเด็ก 

ถ้าดูหนังจะพบว่ามีภาพขาวดำของกลุ่มครอบครัวระหว่างทำพิธีส่งสการ เด็กที่ยืนใส่ชุดทหารอยู่ข้างหน้าคือผมเอง (ยิ้ม) อีกรูปหนึ่งเป็นรูปเด็กผู้ชายเงยหน้ามองปราสาท และเรารู้สึกว่ามันดูลึกลับมากเลย จึงเป็นที่มาของการขยายการสำรวจพิธีกรรมมาเป็นสารคดีเรื่องยาวเรื่องนี้

ทำไมถึงสนใจเรื่องความตาย จากหนังเรื่องก่อนๆ ของคุณพูดเรื่องการเกษตร เรื่องความเชื่อของชาวบ้านมาตลอด

เพราะอย่างแรก ตัวของพิธีกรรมส่งสการมันเกี่ยวกับทางเหนือ มันหยิบมาเล่าได้ แต่ที่เราชอบที่สุดคือวิช่วลของพิธีส่งสการ แค่ว่าเราจะเล่าด้วยวิช่วลอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องมีประเด็น มีความเห็นของเราที่จะนำเสนอลงไปด้วย ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจหรอกว่าผู้ชมจะเข้าใจสิ่งที่เรานำเสนอหรือเปล่า

(คิด) สุดท้าย มันคือเรื่องที่ว่า เราทุกคนก็ต้องตายกันหมดแหละ ไม่ว่าคุณจะจัดงานศพอย่างสวยงาม จัดอย่างยิ่งใหญ่ขนาดไหน แต่จริงๆ แล้วมันอาจจะไม่มีความหมายใดๆ เลยก็ได้

สำหรับเรา เราอยากบันทึกพิธีกรรมส่งสการไว้ในรูปแบบภาพยนตร์ เรารักประเพณีนี้ ทั้งจากวิช่วลของมัน ทั้งจากภาพถ่ายเก่าๆ ที่เราเคยเห็นและเคยได้เข้าร่วมพิธีนี้ในวัยเด็ก แต่ในความรักที่เรามีต่อมัน เราก็ตั้งคำถามต่อมันเสมอมา เพราะว่างานศพมันเป็นงานที่ไม่รู้จักจบจักสิ้น ต้องสวดแล้วสวดอีก ต้องไปนั่งพนมมือในวัด แล้วพิธีกรรมมันหุ้มทุกอย่าง คือทันทีที่มีคนตาย ระบบสังคมและระบบประเพณีจะทำงานโดยอัตโนมัติ เช่นว่า เพื่อนบ้านจะมารุมคุณแล้ว มาจัดของให้อะไรให้ ไปเปิดบัญชีกับร้านในเมือง ถ้าจะเอาของอะไรบอกได้หมดเพราะทุกอย่างมันขับเคลื่อนไปโดยอัตโนมัติ สักพักกรรมการวัดจะมาหาคุณ จะมีคนมาถามคุณว่าอยากเอาปราสาทแบบไหน เอาหีบศพที่ไหน โฆษกเป็นใคร พระเอาวัดไหน เจ้าภาพงานแค่มองดูนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น 

ข้อดีคือถ้าคุณอยู่ตรงนั้น คุณไม่ต้องห่วงว่าคุณจะจัดยังไง ระบบจะจัดการให้คุณหมดเพราะความเป็นสังคมชุมชนมันเข้มแข็ง ข้อเสียคือถ้าคุณไปอยู่ตรงนั้นแล้ว คุณจะรู้สึกผิดแปลก เพราะสังคมจะคุยกับคุณ และคุณจะต้องตอบคำถามกับสังคมเยอะมาก คนจะถามคุณว่าทำไมไม่ทำอย่างนั้น ทำไมไม่จัดอย่างนี้ 

เคยผ่านประสบการณ์ในพิธีส่งสการมาด้วยตัวเองไหม หรือแค่ไปสังเกตเห็นตั้งแต่เด็ก

เห็นตั้งแต่เด็กเลย คือเรารู้ความว่าถ้ามีคนตายจะมีชาวบ้านมาคุยด้วยกับคนที่บ้าน อาจจะรู้ความตั้งแต่เรียนชั้นประถมศึกษาแล้วด้วยซ้ำ เพราะเวลาไปงานศพ เราจะสงสัยว่าเขาสวดอะไรวะ แล้วเราก็ยกมือแต่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย แล้วก็สวดกันอย่างนี้ทุกคืน แล้วมันให้ความรู้สึกเหมือนทำๆ ตามกันไปเท่านั้น 

น่าสนใจที่แม้จะเป็นหนังที่ว่าด้วยพิธีกรรมในงานศพและความตาย กลับแทบไม่มีฉากถ่ายตอนกลางคืนเลย เป็นความตั้งใจของคุณไหม

เพราะวิช่วลงานศพตอนกลางคืนมันมีแค่คนไปนั่งยกมือไหว้ นั่งเรียงๆ กันบนเก้าอี้ เราว่ามันไม่สวยและเราก็ไม่ได้ชอบวิช่วลแบบนี้ หาความหมายอะไรไม่เจอ

ถ้าบอกว่าซีนกลางคืนมันไม่มีความหมาย อย่างนั้นแล้วซีนที่เราเห็นในหนัง เช่น ซีนปราสาท การก่อปราสาท การสร้างขึ้นมา มันสร้างความหมายอะไร

ตอนที่เราตัดสินใจว่าจะทำสารคดีว่าด้วยพิธีส่งสการ เราก็หาตัวละครหลักซึ่งเขาคือทีมที่รับจัดทำปราสาทงานศพ คือทีมเมืองเทิงปราสาทศิลป์ หนังมันเลยมีลักษณะเอาปราสาทมาเป็นแกนกลางหรือเป็นซับเจ็กต์หลักในหนัง พาคุณผู้ชมไปเห็นงานต่างๆ

พอถ่ายๆ ไปก็มีสิ่งที่เปรียบเทียบให้เราเห็นว่า มันมีตั้งแต่งานศพที่ไม่มีปราสาทเลย มีแต่โลง จนถึงงานศพที่ปราสาทใหญ่โต ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนเหมือนพระราชวัง เราเลยรู้สึกว่ามันมีความหลากหลายของระดับความเชื่อ ของความอยากจะมี อยากจะเป็นด้วยเหมือนกัน 

คุณจะพบว่า แม้งานศพชาวบ้านจะใหญ่โตแค่ไหน แต่มันก็มีขีดจำกัดของมันอยู่ จะไม่มากไปกว่านี้ แต่ถ้าเป็นงานศพของพระหรือของคนใหญ่คนโตก็จะอีกแบบหนึ่ง บางศพเขาจะมีทั้งปราสาท มีทั้งที่เรียกว่าเฮือนตาน (ประเพณีที่สร้างบ้านหลังเล็กๆ ขึ้นมาเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับ) หรือเป็นสิ่งที่ทำให้คนตาย อย่างในสารคดี จะเห็นว่าบางงานก็มีการทำบ้านอีกหลังหนึ่งให้ผู้เสียชีวิต เป็นบ้านแยกต่างหาก คนเป็นก็เอาของไปใส่ เหมือนกับเขามีชีวิตอยู่ตรงนั้น

ในสารคดี ทีมเมืองเทิงปราสาทศิลป์เป็นหัวใจสำคัญมากๆ ทำไมถึงเลือกกลุ่มนี้

ผมรู้จักกับเจ้าของทีมเมืองเทิงปราสาทศิลป์ เห็นเขามาตั้งแต่ผมไปทำหนัง ‘เรื่องเล่าจากเมืองเหนือ’ แล้วมีฉากที่ผมให้พ่ออุ๊ยคนหนึ่งมาร่วมแสดง และเจ้าของเมืองเทิงปราสาทศิลป์เป็นหลานของพ่ออุ๊ยคนนี้แหละ สมัยนั้นเขายังเด็กมาก ชอบตามไปกับกองถ่ายด้วยเวลาไปถ่ายหนังสั้น จนเขาโตขึ้นแล้วก็มาทำกิจการรับทำปราสาทงานศพ เขาไปเรียนการทำปราสาทที่เชียงใหม่ แล้วกลับมาเปิดเป็นกิจการตัวเองที่บ้านเกิดในเชียงราย 

ฉะนั้น ตอนที่เราตั้งใจจะทำสารคดี ‘ส่งสการ’ เราจึงมั่นใจว่าหนังรอดแน่ เพราะเรามีซับเจ็กต์ที่พึ่งพาได้ (ยิ้ม) 

คือในเชียงราย งานศพส่วนใหญ่สัก 95 เปอร์เซ็นต์ต้องมีปราสาท จะหลังเล็กหรือใหญ่ก็จะมี แล้วมีรูปแบบหลากหลายมาก ทั้งเป็นปราสาทเก้าอี้ ปราสาทที่มียอด หรือบางศพที่เห็นในหนังก็ไม่มีปราสาทเลย มีแต่หีบ แล้วมีดอกไม้วางนิดๆ หน่อยๆ

เราตามทีมเมืองเทิงปราสาทศิลป์อยู่สักหกหรือเจ็ดเดือนได้ 

สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดมากในหนังคือฝนตกเยอะมาก ทำไมเลือกไปถ่ายช่วงฤดูฝน ตั้งใจจะเล่าประเด็นหนังกับเรื่องฤดูกาลหรือเปล่า

เราแค่ลาจากช่วงสอนไปถ่ายหนังน่ะ (หัวเราะ) คือลาไปช่วงเดือนสิงหาคม ไม่ได้ตั้งใจอะไรเลย

แต่ในความไม่ตั้งใจนี้ก็กลายเป็นว่ามันเล่าถึงการทำงานกับฟ้าฝน กับธรรมชาติด้วยเหมือนกัน เช่นปราสาทสวยๆ ที่โดนฝนถล่มในอึดใจเดียว

เราว่ามันก็สะท้อนอยู่ในหนังว่าเราสู้กับธรรมชาติอยู่เสมอ อย่างตอนท้ายเรื่องมีฉากที่ผู้หญิงคนหนึ่งยืนมองฝน เรามาสังเกตตอนตัดต่อว่าเวลาเราไปถ่ายทำ เธอมักนั่งทำงานไปสักพักแล้วก็ลุกมายืนมองฟ้าฝนทุกที เราเลยคิดว่ามันก็เล่าเรื่องนะ

พูดถึงการตัดต่อ คุณเคยบอกว่าบางครั้งก็มาหาหนัง หาเส้นเรื่องเอาตอนตัดต่อ ‘ส่งสการ’ ยังเป็นแบบนั้นอยู่ไหม 

เป็น​ (หัวเราะ) และคิดว่าควรจะมีด้วย 

เราคิดว่าหลังจากเราทำเรื่อง ‘สวรรค์บ้านนา’ (2009) เราใช้สไตล์สารคดีเป็นหลักเลย เพราะรู้สึกชอบที่ได้ผจญภัยในการเล่าเรื่อง ในการหาเรื่องเล่า แต่เข้าใจล่ะว่ามันเสี่ยง (หัวเราะ) เพราะตอนทำ ‘สวรรค์บ้านนา’ แรกๆ ก็บอกตัวเองว่า กูไม่น่าเลยว่ะ กูน่าจะเตรียมบทมาตั้งแต่ต้น น่าจะรีบถ่ายรีบกลับบ้าน ไปทำอย่างอื่น แต่กลายเป็นว่าหลังๆ เรากลับชอบที่ได้ผจญภัยหาวิธีเล่าเรื่อง เพราะด้วยวิธีนี้บางทีมันก็ทำให้หนังมันออกมาในแบบที่เราไม่คาดคิดเหมือนกัน 

แต่กับ ‘ส่งสการ’ ตามโครงแรกมันมีลักษณะเป็นเรื่องแต่งนิดๆ นะ คือเราวางโครงด้วยการเริ่มไปสัมภาษณ์ชาวบ้าน ถามเขาว่าถ้าเลือกได้จริงๆ เขาอยากจัดงานศพแบบไหน แล้วเราไปสัมภาษณ์มาเยอะเลย เก็บมาเป็นแนวคิดเบื้องต้น แล้วตั้งใจจะเอาความคิดนั้นมาถ่ายทำเป็นฟิกชันงานศพที่เขาอยากจะให้เป็นจริงๆ แล้วค่อยเอามาเทียบกับงานศพของทางเหนือ ว่าระบบระเบียบประเพณีกับปัจเจกแต่ละคนที่อยากจะให้เป็น มันขัดแย้งกันอย่างไร

เราตั้งต้นแบบนั้นและถ่ายทำแบบนั้นอยู่ โดยที่ระหว่างทางในการสร้างโครง เราก็มองหาอะไรอย่างอื่นไปด้วย ถ่ายทำบทสัมภาษณ์เก็บไว้หมด แต่พอถึงจุดหนึ่ง ระหว่างทางที่ทำงาน เราก็นึกถึงคุณ สาคร พรมไชยา เป็นผู้ประพันธ์และขับขานบทเพลงหรือวรรณกรรมท้องถิ่นล้านนา เราเลยไปหาเขา คุยกันจนทราบว่าเขาสนใจเรื่องประเพณี เรื่องงานศพ เลยกลายเป็นไอเดียเรื่องบทเพลง บทประพันธ์ในหนังด้วย

อีกเรื่องคือ ตอนเราไปสังเกตการทำงานของทีมทำปราสาทส่งสการ เราเห็นผู้หญิงที่ทำผ้าม่านปราสาท ก็ได้ไอเดียว่ามันมีเนื้อเพลงบอกว่า “ดั่งต้องมนต์” คือคนที่ต้องมนต์คือเรา ไม่ใช่เขา 

สิ่งที่เราเห็น เราถ่ายเก็บไว้ พอเอามาประกอบกันเราก็ตัดสินใจว่า สารคดีเรื่องนี้จะเป็นสารคดีมิวสิคัล แล้วโยนโครงเก่าทิ้งไปเลย เพราะเรารู้สึกอยากทำให้มันเป็นมิวสิคัลมากกว่า คิดว่าอยากเล่าแบบนี้ถ้าไม่อย่างนั้นคงเสียดาย และสุดท้ายก็กลายเป็นสารคดีมิวสิคัลขึ้นมา ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เราไม่เคยทำนะ 

กรณี ‘ส่งสการ’ ถ่ายไปตอนไหนถึงรู้ว่า โอเค เจอหนังแล้ว เดี๋ยวจะมุ่งหน้าไปทางนี้

(คิด) เทียบกับตอนทำ ‘สวรรค์บ้านนา’ ตอนนั้นกินเวลาไปสี่เดือน แต่กับ ‘ส่งสการ’ เราคิดว่าน่าจะแค่หนึ่งเดือนครึ่งเท่านั้นก็รู้แล้วว่ากูเจออะไรสักอย่างหนึ่ง แล้วก็มุ่งไปแบบนี้

ที่บอกว่าชอบในการผจญภัยในการหาเส้นเรื่องเล่าหนัง อะไรทำให้คุณติดใจในการมาหาหนังระหว่างถ่ายทำหรือการตัดต่อ เพราะกับคนทำหนังบางคน การไปหาเอาดาบหน้าแบบนี้ก็นับว่าเสี่ยงอยู่

เรามองว่าหนังมันคือศิลปะ มันไม่ใช่เป็นข้อมูล เราทำหนังเรื่องนี้เพราะเรารักมัน มีประสบการณ์ร่วมกันกับเพื่อนในการทำหนังสักเรื่อง อย่างตอนทำ ‘สวรรค์บ้านนา’ นี่จำเสมอเลย ไปนอนดูดาว นอนกลางทุ่งนากับเพื่อน มันจึงไม่ใช่แค่เรื่องของหนัง ดังนั้น สำหรับเราแล้ว การหาหนังระหว่างถ่ายทำมันจึงเป็นเหมือนบันทึกการเดินทางของเราด้วย และงานที่ได้ก็ไม่ได้จำกัดความคิดเรา มันไปไกลกว่าที่เราคิดได้ เราเรียนรู้สิ่งนี้จากการทำงานแบบนี้ 

อีกอย่างหนึ่งคงเพราะว่า เราไม่ได้เป็นคนแบบที่ต้องได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการเสมอขนาดนั้นด้วย หลายอย่าง ทั้งบริบทสังคม ทั้งชุมชน ทั้งตัวละคร ทั้งบรรยากาศธรรมชาติ เหมือนก่อร่างขึ้นมาของมันเองอยู่แล้ว เราแค่หล่อร้อยมันจากเสี้ยวอะไรตรงนั้นให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา แล้วเราเชื่อว่าเรารักมันแบบที่มันเป็น มันมีชีวิตของมันด้วย

เคยหวาดเสียวไหมว่าถ่ายๆ ไปแล้ว กลัวหาหนังไม่เจอ หรือถ่ายเสร็จแล้วมาเสียวตอนตัดต่อว่าจะไม่เจอหนัง 

(หัวเราะ) หลังๆ มั่นใจขึ้นนะ 

แปลว่าเมื่อก่อนเคยมีใช่ไหม

ก่อนถ่ายทำเรื่อง ‘สวรรค์บ้านนา’ ก็เป็นอยู่แหละ แต่หลังๆ มาวางใจขึ้นแล้ว คิดว่าอย่างไรเสียก็คงเจอแน่นอน เพราะมึงก็ดูหนังมาตั้งเยอะ มึงเรียนประวัติศาสตร์ภาพยนตร์มาตั้งแยะ รู้วิธีการเล่า รู้ฟอร์ม รู้สไตล์ว่ามันหลากหลายได้ 

เหมือนอย่างเรื่องนี้ เรารู้สึกว่าการเป็นมิวสิคัลมันน่าจะทำงานกับประเด็นของหนัง ก็เลยทำให้มันเป็นมิวสิคัล

หนังเรื่องก่อนๆ ของคุณมีน้ำเสียงของการทดลองเสมอ ทั้งมีทั้งสารคดี เรื่องแต่ง หรือว่าเป็นฟิกชันแต่ถ่ายแบบสารคดี อันนี้ขยับเป็นมิวสิคัล ทำไมสนใจทดลองอะไรใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ 

(คิด) ไม่รู้นะ เราไม่เคยชอบวิชาเขียนบทเลย ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว สมัยเรียนก็ไม่เคยได้เกรดเอวิชาเขียนบท ทฤษฎีเขียนบทหนัง Save the Cat อะไรนี่เราไม่สนใจ

เราเองสอนการทำหนัง เราบอกนักศึกษาว่าวิชาที่เราสอน เอาแค่การเล่าเรื่องเบื้องต้นก็พอ ให้มันมีต้น กลาง จบ มีตัวละคร มีอุปสรรค แล้วก็สารสำคัญที่อยากเล่า ที่เหลือคุณก็หาจากตัวคุณ จากตัวละคร จากเหตุการณ์ตรงนั้น ดังนั้น เวลาเราทำหนังเองจึงไม่มีโครงสร้างที่ชัดเจนตั้งแต่แรกสักที ตอนเราจะทำหนังเราก็มีแค่ไอเดีย แล้วไปต่อจากตรงนั้น

แปลว่ามันต้องเชี่ยวชาญหรือเข้าใจตัวเองประมาณหนึ่งไหม ถึงจะทำอย่างนี้ได้ สมมติถ้ามีคนทำหนังสักคนอยากดำเนินรอยตามวิธีการทำหนังแบบนี้ ต้องมีอะไรอยู่ในตัวก่อน

เราว่าต้องมีความรู้สึกต่อสังคม มีเรื่องที่จะเล่า อยากจะสำรวจและถ่ายทอดอะไรสักอย่าง อย่างกรณีปราสาทส่งสการนี่แจ่มแจ้งมาก เราเห็นภาพปราสาทเคลื่อนไปตามทุ่งนา เข้าสู่สุสาน มันมีพลังมากพอที่จะแบกหนังไว้ได้

อันนั้นส่วนหนึ่ง แล้วก็อีกส่วนหนึ่งก็คือทักษะของการใช้ภาพ อันนี้เราว่าเราเอาอยู่แล้วกัน เรื่องการใช้กล้อง เรื่องการโต้ตอบกับผู้คน กับชาวบ้าน เราคิดว่าเราเอาอยู่ เราจัดการได้ 

คิดว่าได้ความสามารถในการมองวิช่วลมาจากไหน ก่อสร้างมาจากอะไร เพราะวิช่วลในหนังเรื่องก่อนๆ ของคุณก็น่าสนใจเหมือนกัน

อาจจะฟังเยอะมั้ง เราเป็นคนฟังคนอื่น นิสัยรักสันโดษ ชอบอยู่สงบๆ ชอบมอง

เราพูดไม่เยอะ พอจะสื่อสารอะไรสักอย่างเราก็มักคิดเป็นภาพแทน ซึ่งบางครั้งทำให้คนสับสนเหมือนกันว่ามึงคิดอะไรอยู่วะ (หัวเราะ) ดังนั้นนี่ก็ไม่ใช่ข้อดีทั้งหมด แต่ว่าคิดไปคิดมามันเหมือนกับคนตาบอด แต่หูจะฟังได้ลึกซึ้ง ได้ไกล ได้ละเอียดมากขึ้น พอเราพูดไดอะล็อกน้อยลง เหมือนกับว่าสัมผัสในการสื่อสารด้วยภาพจะมากขึ้น 

อย่างตอนทำ ‘ส่งสการ’ หรือแม้แต่สารคดีเรื่องอื่นๆ เราก็ไปนั่งฟังชาวบ้าน เราไม่ได้ไปบอกว่าอยากได้อันนั้น ไปจัดแจงทำอันนี้ให้หน่อย ไม่เคยเลย เราแค่ฟัง แล้วก็มองหาว่าสิ่งที่เราฟัง สิ่งที่เราเห็นมันมีความหมายแบบไหน ถ้ามันอยู่ในเฟรม ควรจะหามุมให้มันอย่างไร คือเราไม่ได้เป็นใครเลย เราเป็นคนธรรมดาชาวบ้าน แล้วก็เหมือนกับชีวิตประจำวันทุกวันนี้ก็ไม่มีใครรู้จักเรา เราชอบแบบนี้

คุณมีวิธีคัดฟุตเทจแบบไหน งานภาพแบบไหนที่จะมาอยู่ในหนังบ้าง

พอรู้ว่าจะเป็นหนังมิวสิคัล มันก็ตัดสินใจง่ายขึ้นว่าจะมีซีนที่ทีมงานร้องเพลงแต่ละเพลงไป กับอีกอย่างหนึ่งคือดูงานศพในแต่ละที่ เลือกว่าอันไหนที่มันเป็นก้อนที่มันเล่าได้ น่าสนใจ ก็เอามาใส่ในหนัง 

แล้วเราก็มีก้อนที่เป็นเรื่องแต่ง ซึ่งจะเห็นเป็นสามก้อนที่ชัดมากๆ คือคนแก่ที่มองแห่ปราสาทผ่านหลังบ้านไป, คนร้องเพลงในหีบศพ แล้วก็คุณยายที่นอนฝันหรือนอนตายในทุ่งนา เราสร้างขึ้นมาเพราะคิดว่ามันรับกับวิช่วลที่เราอยากเล่า มันเป็นภาพในหัวเรามาตลอด เช่น ฉากขบวนศพแห่กลางทุ่งนา คนนั่งบนรถอีแต๋น มันก็มาจากที่ผมเคยไปงานแต่งงานคนในชนบท แล้วชาวบ้านเขาสนุกกัน เขากลับเขาเมาก็นั่งห้อยขาอยู่รถอีแต๋นเพื่อกลับบ้าน ผมก็เอามาสร้างเป็นฉากในหนัง 

ว่ากันด้วยเรื่องมิวสิคัล เราคิดว่าค่อนข้างชัดทีเดียวว่าคุณใช้เอไอ (AI) ช่วยในการทำเพลงประกอบสารคดี ทำไมเลือกใช้วิธีนี้

เรามองว่ามันเป็นเครื่องมือ ยิ่งคนทำหนังทุนน้อยมันยิ่งช่วยเราได้ 

คือเราก็อยากได้วงออร์เคสตร้า นักร้องมาทำดนตรีให้หนังเราแน่ๆ อยู่แล้ว แต่ถ้ามองจากงบประมาณแล้วมันเป็นไปไม่ได้หรอก มันทำไม่ได้จริงด้วยซ้ำ เราเลยตัดสินใจใช้เอไอมาช่วยทำเพลง 

เราได้เนื้อเพลงจากคุณสาคร พรมไชยา แล้วลองใส่เข้าโปรแกรม จริงๆ พาเขาไปอัดเสียงที่สตูดิโอที่อำเภอแม่สายด้วย แต่ลองแล้วมันไม่เวิร์ก ทั้งที่จริงๆ ตอนที่เรานั่งฟังเขาขับร้องให้ที่บ้านนั้นไพเราะมาก เสียงเขามีเสน่ห์ กินใจ แต่ว่าพอเอามาทำเพลงแล้วมันไม่ได้ดั่งใจ อาจเพราะมันเป็นลักษณะเพลงโฟล์คมากกว่า ขณะที่ในหนังเรา เราอยากให้มันดูเป็นออร์เคสตร้าขึ้นมานิดหนึ่ง ดังนั้น เราเลยต้องหาวิธีว่าจะทำเพลงอย่างไร ก็เลยลองให้เอไอทำขึ้นมา เราก็ลองหลายแบบนะ แล้วพบว่ามันก็ได้ดั่งใจด้วย 

เทียบกับสมัยทำดนตรีประกอบเรื่อง ‘บูชา’ อันนั้นหนักมากเลย คือเราตัดหนังเสร็จแล้ว picture lock หมดแล้ว เท่ากับว่าทุกอย่างมันถูกกำหนดไว้แล้ว แล้วพอเอาเพลงมาใส่มันก็ขยับปรับเปลี่ยนอะไรไม่ได้มากนัก ขณะที่ ‘ส่งสการ’ เราให้เพลงมาก่อน และเราใช้เวลาทำงานกับเพลงได้ ไม่ชอบเราก็ปรับจนได้ที่เราชอบจริงๆ เป็นเพลงของเราจริงๆ ไม่ใช่เป็นเพลงที่ต้องไปแชร์กับอีกคนหนึ่ง 

แปลว่าจริงๆ เงื่อนไขอาจไม่ใช่ดนตรีอย่างเดียว แต่เป็นกระบวนการ เพราะโดยทั่วไปแล้วมันจะ picture lock ก่อน กลายเป็นเอาเพลงเป็นตัวตั้งแทน

ใช่ ก็เป็นส่วนหนึ่ง คือจริงๆ การทำหนังสำหรับเรา มันเป็นเรื่องที่ว่า จนวินาทีสุดท้ายหนังยังเป็นของเราอยู่ 

ขณะที่หนังเรื่องก่อนๆ หนังอาจเป็นของเราแค่ 50-60 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นหนังก็จะเป็นของดนตรี ของคนทำเสียง ซึ่งแม้เราจะคุมได้บ้างแต่ก็คุมไม่ได้ทั้งหมด บางครั้งเราอยากจะปรับเปลี่ยน อยากขยับ มันก็จะกลายเป็นว่าเราต้องเพิ่มงบ เพิ่มเวลา ต้องไปทำอะไรต่ออะไรใหม่ แล้วงบมันจะบานปลาย แต่พอเป็นแบบนี้เราคุมได้ทุกอย่างเลย ไม่พอใจอะไรก็ขยับ เพราะมันคือหนังของเรา เราคุมได้ทุกอย่าง มันคือสวรรค์ของคนทำหนังอิสระเลย

คือเวลาเราไปจ้างคนมาทำดนตรี เงินที่ใช้มันก็หลายแสนบาท ซึ่งมันแทบจะเป็นงบทั้งหมดของหนังไปแล้ว เราเลยคิดว่าอยากให้หนังมันยังสื่อสารสิ่งที่เราต้องการได้อยู่ คือเราเขียนเนื้อหาเพลงใน ‘ส่งสการ’ ขึ้นมาเอง และเอาเนื้อเพลงที่คุณสาครเขียนขึ้นมาใช้ด้วย แล้วให้เอไอช่วยเรื่องดนตรี เราเลยคิดว่ายังโอเคกับมันอยู่

เรื่องนี้คุณตัดต่อเองด้วยใช่ไหม

ใช่ อันที่จริงเรื่องก่อนๆ อย่าง ‘สวรรค์บ้านนา’ ก็เคยพยายามให้คุณ ลี ชาตะเมธีกุล ตัดให้นะ แต่เขาฟังภาษาเหนือไม่ออกเลยตัดไม่ได้ ส่วนเรื่อง ‘บูชา’ ก็เคยพยายามให้อาจารย์ จักรวาล นิลธำรง ตัดแต่เขาก็ทำไม่ได้ เพราะหนังมันไม่มีโครงชัด ไม่มีบท กลายเป็นว่าตัวคนทำหนังเท่านั้นที่จะเป็นคนสร้างโครงขึ้นมาเอง เราเลยตัดเอง เรื่องนี้ก็ตัดต่อเอง 

ในฐานะที่ตัดต่อเอง ความต่างของการตัดแล้วรอเอาดนตรีมาเสริม กับแบบใน ‘ส่งสการ’ ที่ตัดแล้วค่อยเอาดนตรีมาเสริม ต่างกันมากน้อยแค่ไหน

ใน ‘ส่งสการ’ เราไม่มีการ picture lock เลย ดังนั้น หนังมันเลยขยับได้นิดๆ หน่อยๆ ตลอดเวลา เพิ่มเติมอะไรเข้าไปได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ละเมียดไปกับมันได้ 

ปกติเวลาเราสร้างดนตรีในหนัง เราจะใช้ดนตรีจากที่อื่นมาเป็นไกด์ เอาไว้สำหรับเป็นแนวทางในการตัดต่อ แต่กับ ‘ส่งสการ’ นี่ไม่ได้เอามาไกด์แล้ว แต่เราเลือกจนใช่จริงๆ คือถ้าทำแบบเดิม บางทีคนทำดนตรีทำออกมาแล้ว เอ๊ะ มันไม่เหมือนไกด์นี่นา แต่สุดท้ายเราก็ต้องยอมทำใจเดินหน้า แต่กับดนตรีใน ‘ส่งสการ’ มันไม่มีปัญหานี้ คือมันอาจไม่ได้ดีมาก แต่ก็ไม่ถึงขั้นทำลายอรรถรสของหนัง 

ข้อถกเถียงเรื่องการใช้เอไอในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ทั่วโลกดุเดือดมาก คุณมองประเด็นนี้อย่างไร ในฐานะคนทำหนังทุนต่ำที่ใช้เอไอช่วยงาน

เรามองว่าทุกภาพ ทุกฟุตเตจในหนังเรา ไม่มีการใช้เอไอเลยนะ เราแค่เอาดนตรีมาประกอบ เพลงที่มีเราก็ทำกันเอง ใช้ศิลปินพื้นบ้าน แล้วเราก็เอาเพลงมาเพื่อประกอบหนัง โดยที่ก็ไม่ได้คิดว่ามันเอามาเยอะอะไรมากมาย 

ตอนนี้คิดว่ามันปฏิเสธไม่ได้ที่จะเอาเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือ เพราะที่ผ่านมา ก่อนหน้ามันจะถูกนิยามว่าสิ่งนี้คือเอไอ มันก็ถูกเอามาใช้ในหลากหลายรูปแบบแล้ว หรือการใช้ซีจีไอในภาพยนตร์เองก็ตาม แต่ไม่ได้ถูกนิยามว่าเป็นเอไอ

หนังเรื่องก่อนของคุณได้รับทุนทำหนังจากต่างประเทศบ่อยๆ พอเป็นเรื่องนี้ ดูได้ทุนในประเทศมากขึ้น เงื่อนไขในการทำงานต่างกันไหม

ไม่ต่างกันเลย เขาก็ให้อิสระ ทำเต็มที่ อย่างก่อนหน้านั้นตอนเราทำ ‘บูชา’ ก็มีทุนจากหลายที่ อันนี้เป็นทุนในประเทศ เราก็ทำแบบให้มันจบเท่าที่มี ไม่ได้ไปขอทุนอะไรเพิ่ม แต่ถ้าจะทำดนตรี ทำซาวด์เพิ่ม เราก็ต้องของบเพิ่มแน่ อันนี้คือผมทำเองหมดเลย แม้แต่มิกซ์เสียง 5.1 ทำสี คือเอาวะ อยากจะลองทำให้หมดเลย

ถามว่าเคยท้อไหม ก็มีท้ออยู่ จริงๆ เราอยากให้คนทำดนตรีมาทำให้ด้วย แต่ด้วยเวลา ด้วยงบประมาณ มันไม่ได้จริงๆ เราเลยทำเอง แล้วกำหนดฉายหนังของเรามันมาแล้ว ทุกอย่างเลยต้องเสร็จ จะไปฟุ้งอยากได้ออร์เคสตร้า อยากได้อะไรเยอะแยะ ทำเสียง ทำสี มันไม่ทันแล้ว เพราะถ้าจะทำก็ต้องหางบหาอะไรเพิ่มอีก 

ตอนนี้ยังเหลืองานทดลองอะไรที่ยังอยากทำกับสารคดีอยู่ไหม

ยังไม่รู้ หมายถึงว่ามีอยู่แน่ แต่ตอนนี้เรายังมีสิ่งที่ค้างคาอยู่ มีหนังม็อบที่ถ่ายไว้แล้วฉายทั่วไปไม่ได้ เพราะยังไม่ได้ส่งเซ็นเซอร์ คิดว่าอาจจะลองทำอีกทีหนึ่ง ไม่รู้ออกมายังไง แต่ว่าต้องหาเวลาทำ

สารคดี ส่งสการ ส่งสการ (2026) อุรุพงศ์ รักษาสัตย์

เรื่อง: พิมพ์ชนก พุกสุข

ฝันอยากไปดู โคบี ไบรอันต์ ลงเล่นในลีก NBA แต่จนไบรอันต์รีไทร์ไปแล้วก็มีเงินติดตัวเดินทางไปได้ไม่ถึงสุวรรณภูมิ

ภาพถ่าย: ธีรพัฒน์ แก้วชำนาญ

จบนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ชอบการถ่ายภาพบุคคล สนใจประเด็นทางสังคม วัฒนธรรม เป็นคนตัวเล็ก เล่นบาสได้หน่อย จุดมุ่งหมายอยากมีรูปถ่ายซักใบที่เห็นแล้วรู้สึกว้าว

Back To Top