Cover Image

เจาะลึกบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พุ่งทะลุปรอท ทำนิวไฮรอบกว่า 20 ปี ทำไมรอบนี้ตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย ‘แรงกระแทกเบากว่าอดีต’ พร้อมเปิดยุทธศาสตร์รับมือดอลลาร์-บาท

ภาวะการเงินโลกกลับมากดดันตลาดสินทรัพย์อีกครั้ง หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasury Yield) ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยบอนด์ยีลด์อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี ขณะที่บอนด์ยีลด์อายุ 30 ปี ปรับขึ้นสู่งระดับสูงสุดในรอบกว่า 22 ปี ปรากฏการณ์ดังกล่าวกระตุ้นให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า กดดันราคาทองคำร่วงลงอย่างหนัก และส่งผลกระทบลูกคลื่นมายังตลาดพันธบัตรและค่าเงินบาทของไทย

วชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส (SCB FM) ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า การพุ่งขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ในรอบนี้มีปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่ต่างไปจากวิกฤตครั้งก่อนๆ โดยเกิดจาก 3 ปัจจัยสำคัญ ดังนี้

  1. ปัญหาการคลังและอุปทานพันธบัตรสหรัฐฯ (Bond Supply Imbalance) สหรัฐฯ กำลังเผชิญความกังวลเรื่องดุลการคลัง หนี้สาธารณะที่อยู่ระดับสูง จากการเก็บภาษีและรายได้อัตราภาษีศุลกากร (Tariff) ได้น้อยลง ขณะที่มีรายจ่ายจากการสนับสนุนสงครามเพิ่มขึ้น แม้ภาครัฐจะพยายามลดการออกพันธบัตรระยะยาวและมีมาตรการ Buyback แต่ก็เอาไม่อยู่ เนื่องจากมีปริมาณการออกบอนด์ภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี (Tech) ออกมาในตลาดเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดภาวะอุปทานล้นตลาด (Supply Glut) ขณะที่อุปสงค์ชะลอตัว
  2. ราคาน้ำมันดิบพุ่งและแรงกดดันเงินเฟ้อ ข่าวการโจมตีท่อส่งก๊าซ East-West ของซาอุดีอาระเบีย ประกอบกับการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ส่อแววถึงทางตัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดีดตัวขึ้นทันที ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อจึงกลับมาระบาด ทำให้ตลาดกลัวว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายรุนแรงขึ้น
  3. ตลาด Price-in โทน Hawkish สุดขั้ว ตลาดไม่ได้ตั้งคำถามแล้วว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ แต่กำลังคำนวณว่า Fed จะขึ้นอีกกี่ครั้ง ข้อมูล Forward Curve สะท้อนว่านักลงทุนประเมินว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้งในไตรมาสที่เหลือของปีนี้ และขึ้นอีกเกือบ 3 ครั้งในปีหน้า รวมเป็นการปรับขึ้นอีกราว 1.00% สูงสุดไปแตะระดับเกือบ 5% ซึ่งจะส่งผลให้ภาวะการเงินโลกตึงตัวอย่างหนัก

ทำไมรอบนี้ ตลาด EM-ไทย ถึงมี ‘เกราะป้องกัน’ กระทบน้อยกว่าปี 2013 และ 2022

แม้หน้าข่าวจะระบุว่าบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ทำสถิติสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี แต่เมื่อพิเคราะห์เนื้อใน วชิรวัฒน์ ชี้ให้เห็นว่า ผลกระทบต่อกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (EM) และประเทศไทยถือว่าจำกัดกว่าในอดีตอย่างชัดเจน

เมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ Taper Tantrum ปี 2013 (Fed ส่งสัญญาณลด QE) และ ปี 2022 (Fed เร่งขึ้นดอกเบี้ยสู้เงินเฟ้อจากคอขวดห่วงโซ่อุปทาน)

ปัจจุบันกลุ่มประเทศ EM มี Cushion หรือเสถียรภาพภาคต่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้นมาก ทั้งดุลการชำระเงิน (Balance of Payments) ทุนสำรองระหว่างประเทศ (Foreign Reserve) ที่สูงขึ้น และอัตราการพึ่งพาหนี้ต่างประเทศที่ลดลง นอกจากนี้ ช็อกรอบนี้มาจากปัญหาอุปทานการคลังและภูมิรัฐศาสตร์ภายในสหรัฐฯ เอง ไม่ได้เกิดจากปัญหาเงินเฟ้อโลกฉับพลันเหมือนปี 2022 นัยยะต่อ EM จึงเปลี่ยนไป

แรงดึงดูดบอนด์ยีลด์โลก กับโจทย์ขัดแย้งของ ‘กนง.-เศรษฐกิจไทย’

ในส่วนของประเทศไทย บอนด์ยีลด์อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นตามทิศทางโลกราว 20 bps ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าปรับขึ้นเพียงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับยีลด์สหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้นไป 40-45 bps

อย่างไรก็ดี ปรากฏการณ์ยีลด์โลกพุ่งได้ส่งแรงดึงดูดให้ตลาดเงินไป Price-in ว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยตามต่างประเทศอีกเกือบ 3 ครั้งในปีหน้า ซึ่ง ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับภาพรวมเศรษฐกิจไทยจริง ที่ยังมีความเปราะบางสูง จากปัญหาการฟื้นตัวแบบ K-Shaped และวิกฤตน้ำท่วมรุนแรงล่าสุด

SCB FM ประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มจะคงอัตราดอกเบี้ย เพื่อประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย มากกว่าที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยตามแรงกดดันต่างประเทศ

สินทรัพย์เสี่ยง-ทองคำ Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ไม่ถึงที่ตลาดคาด

ราคาทองคำโดนแรงกดดันรุนแรงลงมาเคลื่อนไหวแถวระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เนื่องจากตลาดเร่งรับข่าวการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ถึง 4 ครั้ง ในระยะสั้นราคาทองคำจึงยังเผชิญปัจจัยกดดันด้านต่ำ

วชิรวัฒน์ เชื่อว่า Fed ไม่น่าจะขึ้นดอกเบี้ยได้มากเท่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เนื่องจากบอนด์ยีลด์ที่พุ่งสูงจะสร้างต้นทุนทางการเงิน (Financing Cost) กดดัน valuation ตลาดหุ้น และทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวลงในที่สุด

SCB FM คาดการณ์ว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยได้อีกเพียง 1 ครั้งในไตรมาส 4 ปีนี้ และปีหน้าจะคงดอกเบี้ยหรือปรับขึ้นได้เต็มที่อีก 1 ครั้งเท่านั้น หากเป็นไปตามนี้ บอนด์ยีลด์จะปรับฐานย่อตัวลง เปิดโอกาสให้ราคาทองคำฟื้นตัวกลับขึ้นไปทดสอบเป้าหมาย 4,800 – 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ในช่วงปลายปีถึงปีหน้า

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตาต่อจากนี้

  1. ราคาน้ำมันและสถานการณ์สงคราม ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน การโจมตีท่อส่งก๊าซ และความเสี่ยงในการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ยิ่งราคาน้ำมันดิบพุ่ง ยิ่งสร้างแรงกดดันต่อบอนด์ยีลด์ แม้คลังอาวุธของสหรัฐฯ และอิหร่านจะลดลงไปกว่าครึ่งซึ่งอาจช่วยลดความรุนแรงของการโจมตีลงได้ แต่ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ต้องมอนิเตอร์
  2. การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ (US Midterm Election – พฤศจิกายน)

คำแนะนำกลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุน

SCB FM ประเมินกรอบเงินบาทระยะ 1-2 เดือนนี้ไว้ที่ 33.30 – 33.80 บาทต่อดอลลาร์ พร้อมให้คำแนะนำแยกตามกลุ่มเป้าหมายดังนี้

ภาพ: MeshCube, k-mookpan / Shutterstock

Back To Top