สำรองสินค้าจำเป็นกว่า 20 วัน รถเพิ่ม 30-50% และ AI เช็กเส้นทาง วิธีที่ท็อปส์-โก โฮลเซลล์ รับมือน้ำท่วมกรุงเทพฯ
ท็อปส์และโก โฮลเซลล์ เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ถึงการบริหารคลังสินค้าและการขนส่งในช่วงน้ำท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ผ่านมา เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่ซื้อสินค้าไว้รับมือน้ำท่วม โดยทั้งสองบริษัทระบุว่าศูนย์กระจายสินค้าของตนไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม
- ท็อปส์สำรองสต็อกกว่า 20 วัน เพิ่มรถขนส่ง 30-50%
- โก โฮลเซลล์ เปลี่ยนใช้รถใหญ่ฝ่าน้ำขัง ใช้ AI แจ้งสถานะเส้นทางให้ซัพพลายเออร์
- น้ำท่วม 5 วัน เศรษฐกิจเสียหายกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท
ทั้งสองธุรกิจอยู่ในเครือเซ็นทรัล รีเทล โดยท็อปส์เป็นซูเปอร์มาร์เก็ต ส่วนโก โฮลเซลล์เป็นห้างค้าส่ง
ท็อปส์สำรองสต็อกกว่า 20 วัน เพิ่มรถขนส่ง 30-50%
ท็อปส์ระบุกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ศูนย์กระจายสินค้าหลักทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ ศูนย์กระจายสินค้าบางบัวทอง ศูนย์กระจายสินค้ามหาชัย คลังสินค้าออนไลน์พระราม 3 และศูนย์กระจายสินค้าบางนา ตั้งอยู่ในจุดที่ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และยังรับ-จ่ายสินค้าได้ตามปกติ
ในส่วนของสินค้า ท็อปส์วางแผนสำรองสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าจำเป็น และอาหารสำเร็จรูปไว้ล่วงหน้ามากกว่า 20 วัน ควบคู่กับระบบเติมสต็อกอัตโนมัติที่ประมวลผลความต้องการจริงหน้าร้าน ทำให้สั่งเติมสินค้าได้ตรงกับพฤติกรรมการซื้อของประชาชนในแต่ละพื้นที่
ขณะที่การขนส่ง ท็อปส์เพิ่มรถขนส่งมากกว่าปกติ 30-50% เพื่อเพิ่มรอบการเติมสินค้าเข้าสาขาให้ถี่ขึ้น และนำข้อมูลระดับน้ำ เส้นทางจราจร และจุดเสี่ยงน้ำท่วมแบบเรียลไทม์มาใช้วางแผนเส้นทางเดินรถ พร้อมดึงรถขนส่งสำรองเข้ามาเสริม
สำหรับกำลังคน บริษัทจัดทีมคลังสินค้าและทีมจัดส่งทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เปิดให้ทำงานล่วงเวลา และดึงพนักงาน Outsource มาเสริมในช่วงเร่งด่วน ท็อปส์ระบุว่ามีแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) ที่ฝึกซ้อมเป็นประจำ ฝึกพนักงานให้ทำงานแทนกันได้ และทีมซัพพลายเชนมีประสบการณ์จากวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในอดีต

โก โฮลเซลล์ เปลี่ยนใช้รถใหญ่ฝ่าน้ำขัง ใช้ AI แจ้งสถานะเส้นทางให้ซัพพลายเออร์
ฝั่งโก โฮลเซลล์ เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ศูนย์กระจายสินค้าทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ ศูนย์กระจายสินค้าบางนา ศูนย์กระจายสินค้ามหาชัย และศูนย์กระจายสินค้าวังน้อย ไม่ได้ประสบปัญหาน้ำท่วม แต่บางเส้นทางที่มุ่งหน้าไปยังสาขามีน้ำท่วมขังสูงจนกระทบการขนส่ง บริษัทจึงเปลี่ยนมาใช้รถขนส่งขนาดใหญ่ลำเลียงสินค้า เพื่อให้การกระจายสินค้าไปยังสาขาเดินต่อได้
นอกจากนี้ ซัพพลายเออร์บางรายได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขังจนส่งสินค้าล่าช้า โก โฮลเซลล์ระบุว่าได้ทำแบบสำรวจเชิงลึกกับซัพพลายเออร์ไว้ล่วงหน้า เพื่อประเมินข้อจำกัดด้านการจัดส่ง ทำให้ทีมจัดซื้อและทีมเติมสต็อกหาสินค้าทดแทนเข้ามาเสริมได้ก่อนที่สินค้าหน้าร้านจะขาด
บริษัทยังนำ AI มาให้ซัพพลายเออร์ตรวจสอบล่วงหน้าว่า ศูนย์กระจายสินค้าทั้ง 3 แห่ง และสาขาปลายทาง 14 สาขา มีฝนตกหนักหรือน้ำท่วมขังหรือไม่ พร้อมแจ้งสถานะถนนแบบเรียลไทม์ว่ารถประเภทใดเข้าถึงได้ เพื่อให้ซัพพลายเออร์วางแผนการเดินทางและจัดส่งสินค้าได้
เมื่อหน้าร้านพบยอดซื้อสูงกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ ฝ่ายจัดซื้อจะประสานกับคู่ค้าทันที ขณะที่ศูนย์กระจายสินค้าขยายเวลารับสินค้า จัดลำดับความสำคัญของคำสั่งซื้อฉุกเฉิน และปรับรอบจัดส่งให้สาขาที่มีความเสี่ยงได้รับสินค้าเร็วกว่าปกติ พร้อมโยกกำลังพลไปยังส่วนงานที่ต้องเร่งกระจายสินค้า
น้ำท่วม 5 วัน เศรษฐกิจเสียหายกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตามศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจช่วง 25-29 กันยายน ในกรณีฐานไว้ราว 12,283 ล้านบาท หรือ 0.066% ของ GDP ทั้งปี เทียบเท่าราว 0.26% ของ GDP ไตรมาส 3/2569 โดยมีกรอบประมาณการ 5,896-20,635 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับพื้นที่น้ำท่วมจริงและความสามารถในการชดเชยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงัก
ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมความเสียหายต่อทรัพย์สิน เช่น ที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ สินค้าคงคลัง และผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งจะประเมินได้ชัดเจนหลังน้ำลด
กรุงเทพมหานครได้รับความเสียหายสูงสุดราว 7,014 ล้านบาท คิดเป็น 57% ของทั้งหมด เนื่องจากกิจกรรมหลักเป็นภาคการค้าและบริการที่พึ่งพาการเดินทางของผู้บริโภคและแรงงาน แม้พื้นที่น้ำท่วมหนักจะกระจุกตัวอยู่ฝั่งตะวันออก แต่ภาคการเงินและงานสำนักงานส่วนใหญ่ยังทำงานจากที่บ้านได้
ส่วน 4 จังหวัดปริมณฑล ได้แก่ สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี และนครปฐม เสียหายรวมราว 1,839 ล้านบาท โดยสมุทรปราการได้รับผลกระทบมากที่สุด ขณะที่ภาคตะวันออกเสียหายเป็นอันดับ 2 ราว 2,976 ล้านบาท นำโดยชลบุรีราว 2,101 ล้านบาท ซึ่งน้ำท่วมก่อนพื้นที่อื่น และพัทยามีน้ำท่วมขังสูงเกือบ 1 เมตร
ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินผลกระทบไว้ที่ 0.03-0.11% ของ GDP หรือราว 7,000-17,000 ล้านบาท ภายใต้กรอบเวลาราว 3-7 วัน และยังคงประมาณการ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 2.0% เท่าเดิม
ความเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจไทยมีสัญญาณชะลอตัว หลัง GDP ไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% จาก 2.8% ในไตรมาสแรก โดยศูนย์พยากรณ์ฯ มองว่าผลกระทบในกรณีฐานยังไม่รุนแรงถึงขั้นเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจทั้งปี แต่เพิ่มแรงกดดันต่อการขยายตัวในครึ่งหลังของปี
ABOUT THE AUTHOR
ถนัดกิจ จันกิเสน
Content Creator ประจำกองบรรณาธิการ THE STANDARD WEALTH ผู้เสพติดโลกธุรกิจ การตลาด เทคโนโลยี และชอบสำรวจโลกออฟไลน์และออนไลน์มาถอดรหัสความเคลื่อนไหวให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย สนุก และได้ไอเดียใหม่ๆ