กำเนิดระบบทุนนิยมกับสิ่งที่เรียกว่า 'การสะสมทุนแบบปฐมภูมิ' (2) (The So-called Primitive Accumulation of Capital) - มติชนสุดสัปดาห์

คอลัมน์ ตุลวิภาคพจนกิจ
โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
- อ่าน คำถามแห่งศตวรรษ: ระบบทุนนิยมกำเนิดมาได้อย่างไร (1)
- อ่านบทความทั้งหมดของ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คลิกที่นี่
ในประเด็นแรก คือว่าด้วยปัญหาในกำเนิดของระบบทุนนิยม คำถามแรกคือใครและทำไมถึงสนใจในปัญหานี้
ว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องแปลกเหมือนกันที่การศึกษาในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ ไม่ว่าในอาณาจักรหรือนครรัฐใดก็ไม่เคยถามว่าระบบการผลิตเป็นอย่างไร มีที่มาและที่ไปอย่างไร เพราะระบบเศรษฐกิจหรือศัพท์เก่าคือการค้านั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่มีอยู่ทั่วไปในทุกบ้านเมือง ไม่ต้องถาม และไม่มีใครอยากรู้
สิ่งที่ทุกคนต้องการรู้คือ การค้าในตอนนั้นทำได้ดีหรือแย่ พอกินหรือไม่
ดังที่พ่อขุนรามคำแหงในศิลาจารึกหลักหนึ่ง กำชับให้คนที่ต้องการทำการค้าขายกับสุโขทัยทราบว่า “…ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใครจักใคร่ค้าม้าค้า ใครจักใคร่ค้าเงินค้าทองค้า…”
ความยุ่งยากในเรื่องระบบการผลิตที่เฉพาะในยุคสมัยที่แตกต่างไปจากยุคอื่นมาเกิดในสมัยที่ระบบการค้ายกระดับเป็นระบบทุน คนที่ทำให้เรื่องการผลิตระบบทุนเป็นที่สนใจไปทั่วคือนักปรัชญาเศรษฐกิจการเมืองยุโรป ที่สำคัญคือ อดัม สมิธ
พวกนี้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในเชิงปริมาณและต่อมาในคุณภาพของการผลิตและผลผลิตทั้งหลายที่สังคมยุโรปสร้างขึ้นมา
ความรู้ด้านนี้เรียกต่อมาว่าทฤษฎีเศรษฐกิจการเมือง (Political Economy) ก่อรูปขึ้นจากการเติบโตของความคิดและภูมิปัญญาว่าด้วยการเมืองและเศรษฐกิจ
ช่วงเวลาที่สองแนวคิดนี้มีปฏิสัมพันธ์ที่บูรณาการกันจนเกิดเป็นทฤษฎีความคิดใหม่เรียกว่า “เศรษฐศาสตร์การเมือง” ก็คือคริสต์ศตวรรษที่ 18 ของยุโรป
พัฒนาการของความคิดและภูมิปัญญาที่บูรณาการกันระหว่างการเมืองกับเศรษฐกิจ และอีกหลายเรื่องเช่นวิทยาศาสตร์ไม่ได้เกิดขึ้นในโลกตะวันออกเลย
ก่อนหน้านั้นความรู้ว่าด้วยการเมืองและเศรษฐกิจต่างแยกกันอยู่
มีการแบ่งหน้าที่ในการศึกษาและอธิบายหัวเรื่องของแต่ละฝ่ายอย่างชัดเจนว่าอะไรคือการเมือง และอะไรคือเศรษฐกิจ เป็นกิจกรรมสองอย่างที่มีเรื่องราวแตกต่างกัน
แต่การจำแนกว่าแตกต่างกันไม่ได้หมายความว่า เรื่องของเศรษฐกิจสามารถคิดและปฏิบัติได้โดยตัวของมันเองอย่างไม่ต้องข้องแวะกับสาขาหรือกิจการอื่นๆ ก็หาไม่
น่าสังเกตว่านับแต่แรกที่มีนักคิดและนักปรัชญาเริ่มเสนอภาพสังคมอย่างเป็นนามธรรม กิจกรรมทางเศรษฐกิจก็ถูกจัดวางให้อยู่ภายใต้หรือการกำกับควบคุมโดยฝ่ายพุทธิปัญญาและจริยธรรมรวมถึงทางการเมืองด้วย
แสดงว่าคนแต่โบราณมาก็รู้ว่าเรื่องของเศรษฐกิจเป็นเรื่องของการทำมาหากินที่ในตัวมันเองไม่อาจมีจริยธรรมและอำนาจเหนือผู้อื่นได้
นักคิดอย่างอริสโตเติลจึงมองว่าเศรษฐศาสตร์นั้นเอาจริงๆ แล้วคือเครื่องมือหรือหนทางในการไปบรรลุจุดหมายบางประการของจริยธรรม
เช่นนั้นการศึกษาเศรษฐศาสตร์จึงจัดให้อยู่ภายใต้การศึกษาเรื่องการเมือง
เศรษฐศาสตร์การเมืองเริ่มนำมาใช้โดยบรรดานักเศรษฐศาสตร์คลาสสิกในคริสต์ศตวรรษที่ 17 และแพร่หลายกว้างขวางมากขึ้นในศตวรรษที่ 18 พร้อมกับการก่อรูปขึ้นของระบบทุนนิยมโลก
แนวทางในการอธิบายพัฒนาการของระบบเศรษฐกิจใหม่ในสมัยโน้น ดำเนินไปภายใต้กรอบวิธีวิทยาทางประวัติศาสตร์ อันเป็นพื้นฐานและแหล่งที่มาของข้อมูลหลักฐานที่รองรับความเป็นเหตุและผลของการเกิดและพัฒนาระบบเศรษฐกิจทุนได้อย่างครอบคลุมที่สุด
ในการปฏิบัติดังกล่าวนี้ การพรรณนาถึงระบบเศรษฐกิจจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ทุนนิยมเพียงอย่างเดียว หากแต่ได้แสดงถึงความรับรู้และความเข้าใจของนักคิดและนักทฤษฎีทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์เข้าไว้ด้วย
ดังเห็นได้จากหนังสือเศรษฐศาสตร์การเมืองเล่มโด่งดังของอดัม สมิธ เรื่อง The Wealth of Nations หรือความมั่งคั่งของประชาชาติ ที่มีทั้งความคิดเรื่องประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมวิทยา และจริยศาสตร์นอกเหนือจากทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ เป็นต้น
คนที่จุดไฟให้แก่การถกเถียงและวิพากษ์ทฤษฎีเศรษฐกิจการเมืองคลาสสิกคือ คาร์ล มาร์กซ์ ผู้นิพนธ์เรื่องทุน (Capital) อย่างละเอียดและลึกซึ้ง
ทฤษฎีของมาร์กซ์ไม่เพียงแต่วิพากษ์จุดอ่อนของทฤษฎีคลาสสิก หากแต่ที่ทรงพลังและเป็นที่มาของการวิวาทะทั้งในฝ่ายนักลัทธิมาร์กซ์และไม่ใช่มาร์กซิสต์ ได้แก่ การที่มาร์กซ์ทำให้ทฤษฎีทุนนิยมของเขากลายเป็นอาวุธอันทรงพลังในมือของชนชั้นกรรมาชีพ เพื่อทำการโค่นล้มทำลายระบบทุนนิยมลงไปแล้วสร้างระบบสังคมนิยมขึ้นมาแทนที่
ทฤษฎีมาร์กซ์จึงเป็นเศรษฐกิจการเมืองที่วิพากษ์สภาพการณ์และความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศอาณานิคมและกึ่งอาณานิคมภายหลังได้รับเอกราช ไม่ดำเนินไปตามทฤษฎี เนื่องจากปัจจัยอัตวิสัยในแต่ละประเทศแตกต่างหลากหลายยิ่ง ทำให้ประเทศเกิดใหม่ไม่ประสบความสำเร็จในการสถาปนาระบบทุนนิยมและประชาธิปไตย
แทบทุกแห่งประสบภาวการณ์ที่ระบอบเก่าไม่ได้ถูกทำลายอย่างแท้จริง ในขณะที่ระบอบใหม่ก็ไม่สามารถก่อรูปขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากยังคงเป็นระบบเศรษฐกิจแบบกึ่งอาณานิคม พึ่งพาหรือแค่รับจ้างผลิตชิ้นส่วนให้เหมือนกับอุตสาหกรรมไทย ไม่อาจผลิตสินค้าที่เป็นและมาจากนวัตกรรมของตนเองได้เลย
นี่เองที่นำมาสู่คำถามว่าแท้จริงแล้วระบบทุนนิยมเกิดมาได้อย่างไร
พวกที่สนใจในประเด็นคำถามนี้ส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการและนักกิจกรรมสายลัทธิมาร์กซ์ มีทั้งซ้ายเข้มและจาง แต่ทั้งหมดมีเจตจำนงร่วมกันคือการหาว่าจุดอ่อนและวิกฤตของระบบทุนนิยมคืออะไร อยู่ที่ไหน เพื่อนำไปสู่การสถาปนาระบบสังคมนิยมต่อไป
แนวความคิดที่เรียกรวมๆ ว่า เศรษฐกิจการเมืองวิพากษ์ (ก่อนนี้เรียกว่าเศรษฐศาสตร์การเมือง) จึงเป็นแนวคิดที่มาจากอุดมการณ์ของการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจในประเทศ
กลุ่มที่มีความเชื่อแนวนี้กลุ่มแรกได้แก่คณะพรรคคอมมิวนิสต์ในยุโรป ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอุตสาหกรรมที่ใหญ่โตและมีประสิทธิภาพที่สุด และมีชนชั้นกรรมกรที่เป็นกรรมาชีพมากที่สุดเช่นเดียวกัน
ความย้อนแย้งของประวัติศาสตร์ก็คือ การปฏิวัติสังคมนิยมไม่ประสบความสำเร็จในประเทศยุโรปตะวันตกแม้แต่แห่งเดียว แต่กลับไปบรรลุชัยชนะในประเทศรัสเซียซึ่งระบบทุนนิยมไม่แข็งแรงนัก
และอีกประเทศที่ทำให้ฝ่ายซ้ายงุนงงยิ่งคือประเทศจีน ที่พัฒนาการของระบบทุนนิยมยิ่งล้าหลังและไม่เป็นระบบเลย
ที่ผ่านมา การโต้เถียงและวิวาทะในปัญหากำเนิดของระบบทุนนิยมมักรวมศูนย์อยู่ภายใต้ทฤษฎีการต่อสู้ทางชนชั้น เช่น ในหนังสือโด่งดัง The Transition from Feudalism to Capitalism (1976) ที่รวมเอาบรรดานักลัทธิมาร์กซ์ระดับโลกมาวิวาทะกันอย่างถึงลูกถึงคน เช่น มอริส ดอบบ์ พอล สวีซี่ รอดนีย์ ฮิลตัน คริสโตเฟอร์ ฮิลล์ และอีริค ฮอบสบอว์ม เป็นต้น
ประเด็นใหญ่ในการวิวาทะคือพลังการผลิตใหม่บั่นทอนกระทั่งทำลายเครื่องพันธนาการต่างๆ ของระบบฟิวดัลศักดินาลงอย่างไร จนนำไปสู่การปฏิวัติของชนชั้นกระฎุมพี จนสถาปนาระบบทุนนิยมขึ้นได้ในที่สุด
ประเด็นถกเถียงคือ อะไรเป็นปัจจัยหลักของการเปลี่ยนระบบสังคม เช่น บทบาทของตลาดและการต่อต้านของไพร่ทาสกสิกร ไปถึงการเพิ่มประชากรและการค้าทางไกล แนววิเคราะห์นี้เรียกว่า “การทำให้เป็นการค้า” (commercialization model) เพราะอิงกับการพัฒนาของการค้า
อิทธิพลแนวนี้ได้ส่งผลกระเทือนไปยังฝ่ายซ้ายทั่วโลกรวมทั้งไทยด้วย ที่เถียงกันหน้าดำหน้าแดงว่าสยามเข้าสู่ระบบทุนนิยมแต่เมื่อไร ระบบศักดินาไทยเสื่อมสลายอย่างไร และระบบทุนก่อเกิดขึ้นมาได้อย่างไร
ซึ่งยังไม่อาจหาข้อสรุปเชิงประจักษ์ที่ยอมรับได้
หนังสือของเอลเลน เมคซินส์-วูด เรื่อง “กำเนิดทุนนิยม” วิพากษ์และเสนอแนวคิดทฤษฎีใหม่ที่ล้มคำอธิบายเก่าที่เกาะติดทฤษฎีการต่อสู้ทางชนชั้นเป็นหลัก มาสู่แนวคิดที่รองรับด้วยการศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมของอังกฤษ ทำให้ได้ขอเสนอว่า ระบบทุนนิยมนั้นไม่ใช่ระบบที่เกิดมาจากธรรมชาติในการค้าขายแลกเปลี่ยนแบบเป็นไปเองของมนุษย์
เพราะไม่เช่นนั้นทำไมอาณาจักรเก่าโบราณอย่างโรม โลกอาหรับ จีนราชวงศ์ซุง และนครรัฐอิตาลีถึงกรุงศรีอยุธยาและรัตนโกสินทร์ก็ไม่ได้นำไปสู่การเกิดระบบทุนนิยมที่เติบใหญ่ต่อมาได้
สังคมก่อนทุนนิยมทั้งหลายต่างมีกิจกรรมการค้าแลกเปลี่ยนกันทั้งนั้น และระบบศักดินาก็ไม่ได้คัดค้าน แต่ไม่มีใครก้าวเข้าสู่การเป็นระบบทุนนิยมได้เอง
หมายความว่าปัจจัยที่จะนำไปสู่การเกิดระบบทุนนิยมได้นั้นต้องมีอยู่ก่อนแล้วในสังคม มันถึงจะพัฒนายกระดับขึ้นไปสู่การเกิดเป็นระบบเศรษฐกิจทุนนิยมได้ คำถามคือปัจจัยที่ว่า
นี้คืออะไร
คำตอบของเอลเลน เมคซินส์-วูดส์ คือก่อนจะเกิดระบบทุนนิยม จะต้องมี “แรงขับเคลื่อนที่เฉพาะเจาะจงอย่างยิ่งในการสะสมทุนและการทำกำไรสูงสุด”
เธอพบว่าแทนที่การเกิดระบบทุนจะปรากฏในเมืองอย่างที่นักลัทธิมาร์กซ์รุ่นก่อนได้เสนอไว้ หรือไม่ก็เน้นไปที่การต่อสู้ของทาสกสิกร การรวมตัวของช่างฝีมือ หรือความขัดแย้งในชนชั้นฟิวดัล ทั้งหลายทั้งปวงนั้นล้วนเป็นผลของการที่ระบบเศรษฐกิจขณะนั้นขยายตัว แต่ไม่ใช่เหตุของการเกิดระบบทุนนิยมได้
บริเวณพื้นที่ของการเกิดระบบทุนนิยมในอังกฤษนั้นกลับก่อตัวในชนบทต่างหาก
ความอัจฉริยะของเมคซินส์-วูด อยู่ที่เธอสามารถสังเคราะห์ข้อเขียนเชิงทฤษฎีของมาร์กซ์ในเรื่องทุนออกมาได้อย่างน่าเชื่อถือยิ่ง
ต่อประเด็นนี้ เธอเสนอว่ามาร์กซ์แนะให้เราพิจารณาบทบาทสำคัญยิ่งของ “สิ่งที่เรียกว่าการสะสมทุนขั้นปฐม” (the so-called primitive accumulation of capital) ที่ผ่านมานักลัทธิมาร์กซ์ไทยแปลศัพท์ “primitive” ว่า “บุพกาล” แต่เมื่อผมลงมือแปลทุนและอ่านแหล่งที่มาของศัพท์นี้ พบว่าคำแปลที่ถูกต้องและเหมาะสมกว่าควรเป็น “ขั้นปฐม” หรือขั้นแรกอะไรทำนองนั้นมากกว่าบุพกาลที่ทำให้คิดถึงยุคโบราณก่อนเกิดสังคม ต่อมา เมคซินส์-วูดเหน็บพวกซ้ายด้วยว่าไม่สำเหนียกถึงวลีคุณศัพท์ที่ขยายการสะสมทุน ว่ามันไม่ได้เกิดง่ายๆ อย่างที่เราคิดดอกนะ ว่าพอมีนายทุนและการสะสมความมั่งคั่งก็ทำให้เกิดระบบทุนได้แล้ว
หากแต่ในความเป็นจริง มาร์กซ์กล่าวว่า แค่ความมั่งคั่งหรือผลกำไรและการสะสมไม่ว่าด้วยการปล้นหรือหลอกหรือบังคับด้วยกฎหมาย มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ทุนนิยมเกิดขึ้นมาได้ เพราะทุนเป็นความสัมพันธ์ทางสังคม
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงความมั่งคั่งให้เป็นทุนคือความเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางสังคมต่อทรัพย์สิน ซึ่งก่อให้เกิด “กฎการเคลื่อนที่” แบบทุนนิยม
“นั่นคือคำสั่งของการแข่งขันและการทำกำไรสูงสุด เป็นการบังคับ (โดยไม่ต้องเอาปืนจ่อหัว) ให้นำผลผลิตส่วนเกินมาลงทุนต่อยอด และเกิดความจำเป็นที่เป็นระบบ ไม่เคยหยุดหย่อนในการทำให้ผลิตภาพของแรงงานสูงขึ้นและพัฒนากำลังในการผลิต”
ข้อนี้คือการค้นพบของมาร์กซ์ว่า ระบบทุนนิยมจึงแตกต่างจากรูปแบบทางสังคมอื่นๆ ก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง ที่แรงจูงใจหรืออำนาจเหนือแรงงานนั้นไม่ได้มาจาก “อำนาจนอกเหนือเศรษฐกิจ” เช่น การบังคับเกณฑ์ ไปถึงการใช้กำลังทั้งทางการเมืองและทหารกระทำต่อผู้ใช้แรงงาน
หากแต่มาจาก “อำนาจของตลาด” ที่ดำเนินไปตามกฎการเคลื่อนที่ทางเศรษฐกิจ ระบบทุนนิยมจึงเป็นระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาตลาด (market dependence) ไม่ใช่แค่อาศัยตลาดเป็นโอกาส (market opportunity) เท่านั้น
หากต้องถึงขั้นที่ทั้งเจ้าของปัจจัยการผลิตคือนายทุน และแรงงานคือผู้ผลิตต้องคำนึงถึงกลไกตลาดเพียงอย่างเดียว (เน้น “เพียงอย่างเดียว” เท่านั้น) ตลาดเป็นคำสั่ง
(imperative) ในการผลักดันให้ทั้งผู้ผลิตและเจ้าของปัจจัยการผลิต ต้องหาทางยกระดับความสามารถในการผลิตของตน เพื่อการครอบครองทรัพย์สินและกำไรในการดำรงชีวิตปราศจากการทำงานร่วมกันในกลไกตลาดนี้ ทั้งทุนและแรงงานก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้ ระบบทุนก็จะไม่เกิดหรือพัฒนาต่อไปได้
(ยังมีต่อ)