Cover Image

จับตาดีล 2 ยักษ์ PTTGC-SCGC ร่วมทุนปิโตรเคมี มูลค่า 6 หมื่นล้านบาท คาดปลายเดือน ก.ย. นี้ มีความชัดเจน ดันกำลังผลิตขึ้น Top 10 โลก

ท่ามกลางความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมโลกที่กำลังเผชิญกับพายุความไม่แน่นอนรอบทิศทาง ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตพลังงาน ซัพพลายเชนชะงักงัน และปัญหากำลังการผลิตปิโตรเคมีล้นตลาด รวมทั้งสถานการณ์ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ได้เริ่มเห็นผู้เล่นรายใหญ่ของประเทศ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC กับบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ต้องเร่งปรับตัว

ในงานแถลงผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของ PTTGC ได้เปิดเผยความคืบหน้าในการศึกษาความเป็นไปได้ทางกลยุทธ์ระหว่าง PTTGC กับ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC บริษัทย่อยในกลุ่ม ปูนซิเมนต์ไทย หรือ SCC เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ ครอบคลุมพอลิเอทิลีน – PE และพอลิโพรพิลีน – PP) ในประเทศไทย

โดยผู้เชี่ยวชาญในวงการปิโตรเคมีให้สัมภาษณ์ให้ข้อมูลกับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า ประเมินว่าดีลการร่วมของ PTTCG กับ SCGC ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ จะเป็นดีลที่มีมูลค่าสูงถึงประมาณ 60,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นดีลที่มีมูลค่าที่สุดดีลหนึ่งในปีนี้

ขณะที่ก่อนหน้านี้ ด้านศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGC ให้ข้อมูลว่า ศึกษาการตั้งบริษัทร่วมทุนกับ PTTGC (GC) ว่ามีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยให้เป็นเสาหลักที่สามารถส่งมอบวัตถุดิบสู่ผู้ประกอบการปลายน้ำได้อย่างยั่งยืน ดังนี้

ส่วนกรณีของบริษัทร่วมทุนปลายน้ำที่มีพาร์ทเนอร์ต่างชาติร่วมถือหุ้นอยู่ด้วยนั้น จะถูกนำมารวมอยู่ในการศึกษาครั้งนี้ แต่การดำเนินการจริงจะต้องมีการหารือและได้รับการอนุมัติจากพาร์ทเนอร์เหล่านั้นตามเงื่อนไขของแต่ละสัญญา

เปิดไทม์ไลน์และขั้นตอนการทำงาน

จุดเริ่มต้นของการหารือเกิดขึ้นผ่านคนกลางที่เรียกว่า ‘Clean Team’ เพื่อให้ทั้งสองบริษัทซึ่งอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ สามารถประเมินผลประโยชน์เบื้องต้นได้โดยไม่ขัดต่อกฎระเบียบการเปิดเผยข้อมูล ความมุ่งหมายสำคัญคือการเอาตัวรอดจากภาวะอุตสาหกรรมโลกที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งในอดีตประเทศฟิลิปปินส์เคยมีอุตสาหกรรมปิโตรเคมีแต่สุดท้ายต้องปิดตัวลง การรวมตัวกันจึงเป็นทางออกเพื่อไม่ให้ซ้ำรอย

เมื่อประเมินส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ในไทย เม็ดพลาสติก PP รวมกันจะอยู่ที่ประมาณ 25% และ PE จะรวมกันเกิน 60%

โลโก้ PTTGC และ SCGC บนภาพพื้นหลังการจับมือและกราฟหุ้น 1

ศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGC

ศักดิ์ชัย อธิบายว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอย่างรวดเร็วและมีผู้เล่นรายใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา การทำให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโตได้นั้น ไม่สามารถมองแค่ระดับประเทศหรือภูมิภาคได้อีกต่อไป แต่ต้องมีความแข็งแกร่งระดับโลก โดยการผนึกกำลังนี้จะดึงจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายมาสร้าง Synergy ในประเทศไทย คือ

สำหรับวัตถุประสงค์เชิงลึกในการเดินหน้าศึกษาการร่วมทุนระหว่าง SCGC และ PTTGC (GC) เกิดจากบทเรียนอันรุนแรงของวัฏจักรขาลงในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีรอบนี้ ที่ผู้ผลิตต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันสูงและมาร์จินที่ตกต่ำอย่างหนักตามกลไกตลาดโลก หากไม่มีการปรับตัว ก็อาจมีความเสี่ยงที่จะซ้ำรอยประเทศฟิลิปปินส์ที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีต้องปิดตัวไปหลังจากดำเนินการมา 20-30 ปี

การนำจุดแข็งของทั้งสองบริษัทที่มีกำลังการผลิตอยู่แล้วมาผสานกัน จึงมีเป้าหมายสำคัญคือ ‘การลดการขาดทุน’ ในยามที่ตลาดเผชิญสถานการณ์ย่ำแย่ เพราะในอดีตเมื่อสถานการณ์ไม่ดี ทั้งสองบริษัทต่างก็ต้องเผชิญกับการขาดทุนเช่นเดียวกัน การรวมกันจะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่ง ทำให้เอาตัวรอดได้ในทุกสถานการณ์วิกฤต และคาดหวังว่าหากวัฏจักรธุรกิจกลับมาเป็นขาขึ้น การรวมตัวนี้จะยิ่งทำให้บริษัทสามารถทำผลงานและเติบโตได้ดียิ่งขึ้นไปอีก

บิ๊กดีลร่วมทุน PTTGC-SCGC หนุนขึ้น Top 10 โลก

ด้านณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PTTGC เปิดเผยในงานแถลงข่าวระบุว่า หากการศึกษานี้ประสบความสำเร็จและเกิดการร่วมทุนขึ้นจริง จะส่งผลให้ธุรกิจร่วมทุนนี้ขึ้นแท่นเป็นผู้ผลิตโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ชั้นนำในอาเซียน โดยมีกำลังการผลิตรวมกันใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก

การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่เป็นการมองยาวไปถึงระยะยาว 10-20 ปีข้างหน้า เพื่อสร้างเสถียรภาพและลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Disruption) เนื่องจากเม็ดพลาสติกและพอลิเมอร์ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานและวัตถุดิบต้นน้ำที่สำคัญของอุตสาหกรรมในประเทศ

นอกจากนี้ การบูรณาการร่วมกันของทั้งสองบริษัททำได้ง่ายและเหมาะสมอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เนื่องจากโรงงานของทั้งสองฝ่ายตั้งอยู่ใกล้เคียงกันในพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ซึ่งจะช่วยสร้าง Operational Synergy มหาศาล และลดต้นทุนการผลิตโดยรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยการจัดอันดับ Top 10 ของโลกนั้นจะวัดจากกำลังการผลิตรวมทั้งหมดเมื่อเทียบกับผู้เล่นในระดับสากล ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถสรุปผลการศึกษาทางกลยุทธ์ดังกล่าวได้ภายในปลายไตรมาส 3 ปี 2569 หรือภายในเดือนกันยายนนี้

โลโก้ PTTGC และ SCGC บนภาพพื้นหลังการจับมือและกราฟหุ้น 2

ณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PTTGC

ลดหนี้แสนล้าน สลัดความกังวลระยะสั้น

ด้านเสถียรภาพทางการเงินและการบริหารโครงสร้างทุน ทิติพงษ์ จุลพรศิริดี

รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี PTTGC ได้ชี้แจงถึงแผนงานบริหารจัดการหนี้สินที่ทำอย่างเข้มงวดตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ถือหุ้นและนักลงทุนว่า PTTGC มีฐานการเงินที่แกร่งพอในทุกสภาวะอุตสาหกรรม

PTTGC ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการปรับลดหนี้สินไปได้ถึง 116,000 ล้านบาท ส่งผลให้ปัจจุบัน หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย (Interest-bearing Debt) จากเงินกู้และหุ้นกู้ลดลงมาเหลืออยู่ที่ประมาณ 150,000 – 160,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับช่วงก่อนปี 2564 ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะกับสภาวะธุรกิจในปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน PTTGC มีกระแสเงินสดในมือที่แข็งแกร่งมากถึง 50,000 กว่าล้านบาท ขณะที่บริษัทมีภาระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระในปีหน้า อยู่ที่ราว 20,000 กว่าล้านบาทเท่านั้น และในปี 2571 มีภาระหนี้ครบกำหนดชำระเพียงไม่กี่พันล้านบาท สะท้อนว่าสภาพคล่องที่มีอยู่เพียงพอต่อการชำระหนี้ระยะสั้นทั้งหมดอย่างปลอดภัย และช่วยลดความกังวลด้านสภาพคล่องออกไปโดยสิ้นเชิง

นอกจากนี้ GC ยังได้วางกลยุทธ์ทางการเงินที่รัดกุมผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้

 
โลโก้ PTTGC และ SCGC บนภาพพื้นหลังการจับมือและกราฟหุ้น 3

ทิติพงษ์ จุลพรศิริดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี PTTGC

ผลงาน Q2/69 ฟื้นตัวแกร่ง ด้วยกลยุทธ์ ‘Integrated Value Chain’

สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 ของ PTTGC สามารถโชว์ตัวเลขที่กลับมาเติบโตได้อย่างโดดเด่น โดยมี Adjusted EBITDA อยู่ที่ 26,932 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดในรอบกว่า 2 ปี โดยเพิ่มขึ้นถึง 81% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 12,208 ล้านบาท ส่งผลให้ในครึ่งปีแรกของปี 2569 บริษัทมี Adjusted EBITDA รวม 41,777 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิสะสมอยู่ที่ 15,440 ล้านบาท

โดยผลประกอบการในรอบนี้ที่ออกมาดี ไม่ได้เกิดจากความโชคดีของราคาตลาด แต่เกิดจากจุดแข็งทางโครงสร้างพื้นฐานของ PTTGC ดังนี้

โลโก้ PTTGC และ SCGC บนภาพพื้นหลังการจับมือและกราฟหุ้น 4

ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 ของ PTTGC

แผน PTTGC สร้างสมดุลใหม่ 70:30 ภายในปี 73 มุ่งสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

ในแง่ของพอร์ตโฟลิโอธุรกิจระยะยาว (ปี 2569-2573) GC มุ่งเป้าทรานส์ฟอร์มสัดส่วนธุรกิจจากเดิมที่เป็นผลิตภัณฑ์สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) 80% และผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty) 20% ไปสู่ สมดุลใหม่ 70:30 ภายในปี 2573 เพื่อขยับตัวเข้าหาธุรกิจที่มีกำไรต่อหน่วยสูงขึ้นและคาร์บอนต่ำ โดยมีความคืบหน้าใน 4 กลุ่มหลัก ดังนี้

โลโก้ PTTGC และ SCGC บนภาพพื้นหลังการจับมือและกราฟหุ้น 5

‘Holistic Optimization’ และ ‘พลังนวัตกรรมของคนในองค์กร’

เบื้องหลังของการลดต้นทุนที่ได้ผลลัพธ์ชัดเจนของ GC มาจากการทำ Holistic Optimization และการผสานเทคโนโลยี AI ดิจิทัลผ่านแนวทาง Digital 3 Smarts (Smart Plant, Smart Sales, Smart Work Process)

โดนผลลัพธ์จากการดำเนินงานด้านประสิทธิภาพนี้วัดค่าได้จริง โดยในปี 2568 บริษัทสามารถเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายไปได้ถึง 7,000 ล้านบาท สูงเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 5,500 ล้านบาท

ขณะที่ปี 2569 ตั้งเป้าเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายอีก 4,000 ล้านบาท ซึ่งในครึ่งปีแรกสามารถบรรลุผลสำเร็จไปแล้วมากกว่า 50% ของเป้าหมาย โดยตั้งเป้าหมายระยะยาวในการสร้าง EBITDA Uplift เพิ่มขึ้นถึง 300 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ภายในปี 2573

นอกจากระบบเทคโนโลยีแล้ว GC ยังขับเคลื่อนด้วยวัฒนธรรมองค์กรภายใต้แนวคิด GC StandOut Through INnovation ซึ่งเปิดโอกาสให้พนักงานส่งไอเดียนวัตกรรมและการทำงานร่วมกันข้ามสายงาน โดยภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี พนักงานสามารถนำเสนอไอเดียเพิ่มประสิทธิภาพและลดรายจ่ายได้มากกว่า 1,000 ไอเดีย ซึ่งทั้งหมดได้รับการรวบรวมและกระตุ้นการทำงานผ่านแพลตฟอร์มภายในบริษัทอย่างต่อเนื่อง

รับมือความเสี่ยงปัจจัยภายนอกและนโยบายรัฐ

แม้ตัวเลขผลประกอบการจะพลิกกลับมาเป็นบวกได้อย่างแข็งแกร่งในไตรมาสนี้ แต่ผู้บริหารของ PTTGC ยืนยันว่าไม่ได้มองสถานการณ์ในแง่ดีเกินไป (Conservative View)

ในด้านภาวะอุตสาหกรรมปิโตรเคมีล้นตลาด (Oversupply) ซีอีโอ PTTGC ประเมินว่า สถานการณ์ซัพพลายล้นจะยังคงดำเนินต่อไปอีกประมาณ 2-3 ปีข้างหน้า เนื่องจากมีกำลังการผลิตใหม่ๆ ที่กำลังก่อสร้างและเตรียมทยอยเข้าสู่ตลาด

อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นสัญญาณผู้เล่นรายใหม่ชะลอและไม่ประกาศโครงการ

ก่อสร้างโรงงานใหม่ๆ เพิ่มขึ้นแล้วเนื่องจากกังวลเรื่องซัพพลายล้นตลาด ซึ่ง PTTGC ได้เตรียมความพร้อมและปรับโครงสร้างต้นทุนเพื่อรองรับวัฏจักรนี้ไว้แล้ว

ส่วนประเด็นคำถามเรื่องนโยบายดึงกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นดีเซล เพื่อสนับสนุนกองทุนน้ำมันตามพระราชกำหนดของภาครัฐ บริษัทร่วมสนับสนุนนโยบายตามกฎหมาย

Back To Top