Cover Image

บันทึกการเสวนา 'วัฒนธรรมกลองมโหระทึกของประเทศจีน' ตอนที่ 2 : กลองมโหระทึก 8 แบบ - มติชนสุดสัปดาห์

Multiverse | บัญชา ธนบุญสมบัติ

ในบทความตอนแรก ผมได้เล่าภาพรวมของการเสวนาทางวิชาการเรื่อง ‘วัฒนธรรมกลองมโหระทึกของประเทศจีน’ ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ซึ่งมีอาจารย์เหลียง เยี่ยนหลี่ และคุณเมริกา สงวนวงษ์ เป็นวิทยากรหลัก

ผมได้เกริ่นไว้ว่าในการประชุมวิชาการ ค.ศ.1980 (พ.ศ.2523) นักวิชาการของจีนได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการจัดจำแนกประเภทกลองมโหระทึกว่าแบ่งออกเป็น 8 แบบ ได้แก่ แบบวั่นจยาป้า, แบบสือไจ้ซาน, แบบเหลิงสุ่ยชง, แบบเป่ยหลิว, แบบหลิงซาน, แบบซีเหมิง, แบบจุนอี้ และแบบหมาเจียง ทั้งนี้ ชื่อของกลองแต่ละแบบมาจากชื่อสถานที่ที่ขุดพบตัวอย่างกลองที่ใช้เป็นมาตรฐาน

คราวนี้จะขอสรุปลักษณะสำคัญ รวมทั้งเกร็ดที่น่าสนใจสำหรับกลองมโหระทึกแต่ละแบบ

กลองมโหระทึกแบบวั่นจยาป้า (Wanjiaba type)

1 กลองมโหระทึกแบบวั่นจยาป้า

แหล่งโบราณคดีวั่นจยาป้าอยู่ในมณฑลยูนนาน สถานที่พบกลองเป็นกลุ่มหลุมฝังศพโบราณ การกำหนดอายุด้วยคาร์บอน-14 ระบุว่าอยู่ในช่วงปลายยุคชุนชิวถึงต้นจั้นกั๋ว นั่นคือ กลองมโหระทึกแบบวั่นจยาป้าเป็นกลองมโหระทึกแบบเก่าที่สุด

กลองแบบนี้มีรูปร่างเล็ก เตี้ย บางใบมีลวดลายเล็กน้อย แต่บางใบก็ไม่มีลวดลายใดๆ บริเวณที่พบอยู่ในมณฑลยูนนาน เขตปกครองตนเองชนชาติจ้วงกวางสี (ซึ่งต่อไปจะเรียกสั้นๆ ว่า ‘กวางสี’) มณฑลกวางตุ้ง รวมทั้งตอนเหนือของเวียดนาม และภาคอีสานของไทย

อาจารย์เหลียง เยี่ยนหลี่ เล่าว่า กลองมโหระทึกแบบวั่นจยาป้าตอบคำถามสำคัญว่า ‘กลองมโหระทึกมาจากไหน?’

คำตอบคือ กลองมโหระทึกมาจากหม้อสำริด เพราะนักโบราณคดีจีนขุดพบกลองมโหระทึกแบบนี้พร้อมหม้อสำริด โดยพบรอยจุดไฟอยู่ที่หน้ากลอง ทำให้สรุปได้ว่ากลองมโหระทึกพัฒนามาจากหม้อดินเผาซึ่งต่อมาทำเป็นหม้อสำริด พอถึงรุ่นหลังก็จับคว่ำลงเพื่อใช้ตี เกิดเป็นกลองมโหระทึก

ดังนั้น ในทัศนะของวงการวิชาการจีน กลองมโหระทึกในระยะแรกสุด ก็คือเครื่องใช้สำหรับทำอาหารนั่นเอง

กลองมโหระทึกแบบสือไจ้ซาน (Shizhaishan type)

2 กลองมโหระทึกแบบสือไจ้ซาน

แหล่งโบราณคดีสือไจ้ซานอยู่ในมณฑลยูนนาน ในสมัยราชวงศ์ฮั่น คนที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวผลิตกลองแบบนี้

กลองมโหระทึกแบบสือไจ้ซานมีรูปทรงสมมาตร ลวดลายประณีต มีลายดวงอาทิตย์ตรงกลาง ซึ่งมีรัศมีเป็นแฉก เช่น อาจมี 10 หรือ 12 แฉก และมีลายนกบินทวนเข็มนาฬิกา

ลักษณะพิเศษคือ ลวดลายที่สมจริง กล่าวคือ คน นก เสือ ควาย ดูเหมือนจริง ซึ่งต่างจากกลองมโหระทึกแบบอื่นๆ ในระยะหลัง

ลวดลายบนกลองมโหระทึกแบบสือไจ้ซานมี 2 ลักษณะ ได้แก่ ลายเรขาคณิต (เช่น เส้น ซี่ฟัน กรง) และลายมนุษย์หรือสัตว์เล่าเรื่องราว

กลองมโหระทึกแบบสือไจ้ซานไม่ใช่เครื่องมือสำหรับทำอาหารอีกต่อไป แต่อาจใช้ในลักษณะต่างๆ เช่น ใช้เป็นเครื่องดนตรี ใช้แสดงอำนาจและความมั่งคังของหัวหน้าเผ่า หรือใช้เป็นวัตถุสำหรับอุทิศในการฝังศพ

กลองมโหระทึกแบบเหลิงสุ่ยชง (Lengshuichong type)

3 กลองมโหระทึกแบบเหลิงสุ่ยชง

แหล่งโบราณคดีเหลิงสุ่ยชงอยู่ในกวางสี ทั้งนี้ มีการขุดพบหม้อดินเผาที่มีหูหกชิ้นร่วมด้วย ทำให้ระบุได้ว่ากลองมโหระทึกแบบเหลิงสุ่ยชงอยู่ในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก

กลองมโหระทึกแบบเหลิงสุ่ยชงมีรูปร่างค่อนข้างใหญ่ แต่มีผนังค่อนข้างบาง แสดงว่าเทคโนโลยีการหล่อสำริดพัฒนาดีขึ้น

กลองแบบเหลิงสุ่ยชงพัฒนามาจากกลองแบบสือไจ้ซานทั้งรูปทรงและลวดลาย (เช่น นก และเรือ) แต่ลวดลายบนกลองแบบเหลิงสุ่ยชงมีลักษณะเป็นภาพนามธรรม (ในขณะที่ลวดลายบนกลองแบบสือไจ้ซานดูสมจริงกว่า) ส่วนประติมากรรมบนหน้ากลองแบบนี้มีหลากหลายและมีจำนวนมาก เช่น กบ (พบมากสุด) ม้า ควาย นก และเต่า

กลองมโหระทึกแบบเป่ยหลิว (Beiliu type)

4 กลองมโหระทึกแบบเป่ยหลิว

แหล่งโบราณคดีเป่ยหลิวอยู่ในกวางสี โดยเผ่าหลี่ซึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณรอยต่อของกวางสีกับมณฑลกวางตุ้งได้สร้างกลองมโหระทึกแบบเป่ยหลิว (และแบบหลิงซาน – จะได้กล่าวถึงต่อไป) ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่ผลิตกลองแบบเหลิงสุ่ยชง

กลองแบบเป่ยหลิวมีรูปทรงอ้วนขึ้น กบมีขนาดเล็ก มีลวดลายที่เรียกว่า ‘ลายเมฆและลายฟ้าร้อง’ แต่น่าสนใจว่า กลองมโหระทึกแบบเป่ยหลิวไม่มีความสัมพันธ์กับกลองแบบสือไจ้ซานและแบบเหลิงสุ่ยชงเลย

กลองแบบเป่ยหลิวเป็นกลองมโหระทึกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีน้ำหนักมากที่สุด ทุกใบใหญ่มากและหนัก กลองแบบเป่ยหลิวใบใหญ่ที่สุดในโลกมีเส้นผ่านศูนย์กลางหน้ากลองขนาด 165 เซนติเมตร

กลองมโหระทึกแบบหลิงซาน (Lingshan type)

5 กลองมโหระทึกแบบหลิงซาน

แหล่งโบราณคดีหลิงซานอยู่ในกวางสี กลองมโหระทึกแบบหลิงซานมีรูปทรงคล้ายกลองแบบเป่ยหลิว แต่กลองแบบหลิงซานมีลวดลายหลากหลายกว่า เช่น มีลายเรขาคณิต ลายเงินเหรียญโบราณของจีน และสายสัตว์ต่างๆ เช่น ผึ้ง จักจั่น นก เสือ และม้า

ประติมากรรมบนหน้ากลองมีทั้งนกและกบ จุดน่าสนใจคือ กบแบบหลิงซานมี 3 ขา และมีกบตัวเล็กเกาะอยู่บนหลัง

กลองแบบหลิงซานอาจใช้เป็นเครื่องดนตรี ใช้เป็นเครื่องเซ่นไหว้บวงสรวง ใช้ในการสงคราม และใช้แสดงความมั่งคั่ง

อาจารย์เหลียง เยี่ยนหลี่ เล่าว่า มีเอกสารในราชวงศ์จิ้น (หลังยุคสามก๊ก) ระบุว่าเมื่อไม่มีทองแดง ก็มีการใช้เงินปริมาณมากมาหลอมเพื่อหล่อเป็นกลองมโหระทึก แสดงว่ากลองมโหระทึกมีค่ามากกว่าเงิน

กลองมโหระทึกแบบซีเหมิง (Ximeng type)

6 กลองมโหระทึกแบบซีเหมิง

กลองแบบซีเหมิงมีใช้จำนวนมากในมณฑลยูนนานและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คนในเมียนมา ลาว และไทยนิยมใช้กลองมโหระทึกแบบซีเหมิงนี้

กลองแบบซีเหมิงเริ่มต้นในสมัยราชวงศ์ถัง โดยพบ 1 ใบที่กวางสี กลองแบบซีเหมิงมีรูปทรงเพรียว แต่รูปทรงมีการปรับเปลี่ยนไปขึ้นกับความนิยมของแต่ละเผ่า

ลวดลายบางส่วนของกลองแบบซีเหมิงมาจากกลองแบบหลิงซาน เช่น ลายขดแบบนามธรรมและลายดอกไม้ แต่รูปทรงของกลองแบบซีเหมิงมาจากกลองแบบเหลิงสุ่ยชง

กลองมโหระทึกแบบจุนอี้ (Zunyi type)

7 กลองมโหระทึกแบบจุนอี้

กลองมโหระทึกแบบจุนอี้ขุดพบในหลุมศพในสมัยซ่งใต้ (ค.ศ.1127-1279) ในมณฑลกุ้ยโจว

กลองแบบจุนอี้พบมากในมณฑลกุ้ยโจวและพบในกวางสี ส่วนในมณฑลกวางตุ้งพบไม่มากนัก แสดงว่าแหล่งผลิตย้ายจากกวางสีไปยังมณฑลกุ้ยโจว

รูปทรงและลวดลายของกลองแบบจุนอี้มาจากกลองแบบเหลิงสุ่ยชง ส่วนประติมากรรมหายไป แต่มีลายตีนกบมาแทนที่

กลองมโหระทึกแบบหมาเจียง (Majiang type)

8 กลองมโหระทึกแบบหมาเจียง

กลองมโหระทึกแบบหมาเจียงพบในหลุมฝังศพในมณฑลกุ้ยโจว ซึ่งขณะนี้สถานที่ดังกล่าวเป็นสถานีรถไฟ

กลองแบบหมาเจียงมีขนาดเล็ก รูปร่างเตี้ย เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 40-50 เซนติเมตร ลายพระอาทิตย์บนหน้ากลองมี 12 แฉก

กลองแบบหมาเจียงได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมฮั่น เนื่องจากพบตัวอักษรจีนอยู่บนหน้ากลอง บอกเวลาที่ผลิตและชื่อของช่างทำกลอง

มีเกร็ดเล็กๆ ที่อาจารย์เหลียง เยี่ยนหลี่ เล่าไว้คือ “คนที่กวางสี กุ้ยโจว เชื่อว่าขงเบ้งเป็นคนสอนชาวบ้านให้ทำกลองแบบหมาเจียงนี้ นอกจากนี้ ขงเบ้งยังสอนทำนาทำไร่อีกด้วย”

ในตอนหน้า ผมจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับการใช้กลองมโหระทึกในปัจจุบัน และข้อเปรียบเทียบระหว่างกลองมโหระทึกที่พบในจีนกับในไทย ตามที่อาจารย์เหลียง เยี่ยนหลี่ อธิบายไว้ – โปรดติดตามด้วยใจระทึก!

Back To Top