สหรัฐฯ จ่อทุ่ม 2.75 แสนล้านดอลลาร์ สร้างเรือรบ "Trump-class" แพงสุดในยุคนี้
วันนี้ (6 ส.ค.2569) CNN เปิดเผยว่ารายงานฉบับใหม่จากสำนักงานงบประมาณแห่งรัฐสภาสหรัฐฯ (Congressional Budget Office - CBO) เปิดเผยว่า แผนการของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการต่อเรือประจัญบานขนาดใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 สำหรับกองทัพเรือสหรัฐฯ อาจต้องใช้เงินงบประมาณสูงถึง 2.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9.62 ล้านล้านบาท
โดยโครงการดังกล่าวประกอบด้วย การจัดซื้อเรือประจัญบานพลังงานนิวเคลียร์จำนวน 15 ลำ ซึ่งประมาณการว่าแต่ละลำจะมีราคาสูงกว่า 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้เรือชั้นนี้กลายเป็นหนึ่งในยุทโธปกรณ์ทางเรือ ที่มีราคาแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ ใกล้เคียงกับเรือบรรทุกเครื่องบินฟอร์ดคลาส (Ford-class) ของกองทัพเรือสหรัฐฯ
การเพิ่มขึ้นของงบประมาณอย่างก้าวกระโดดนี้ กำลังกลายเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนงบประมาณ การจัดซื้อเรือรบผิวน้ำของกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงเรืออัจฉริยะทำลายล้าง และ เรือฟริเกต โดยคาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นกว่า 2 ใน 3 จากเดิม 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 พุ่งสูงถึง 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2570
สเปกสุดล้ำ ติดอาวุธครบ ขีปนาวุธ-เลเซอร์-ไฮเปอร์โซนิก
โครงการเรือประจัญบานทรัมป์คลาส ได้รับการเปิดตัวครั้งแรกโดยรัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อเดือน ธ.ค.2568 มีการระบุว่าตัวเรือจะได้รับการติดตั้งอาวุธปืนและขีปนาวุธขั้นสูงสุด อาวุธไฮเปอร์โซนิก ปืนรางไฟฟ้า ขีปนาวุธร่อน ตลอดจนระบบเลเซอร์ที่ทันสมัยที่สุดในโลก
นอกจากนี้ กองทัพเรือสหรัฐฯ ยังเปิดเผยเพิ่มเติมว่า เรือประจัญบานรุ่นนี้จะสามารถติดหัวรบนิวเคลียร์กับขีปนาวุธร่อนได้ ซึ่งจะทำให้เรือชั้นนี้กลายเป็นยุทโธปกรณ์ที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงที่สุดของกองทัพเรือสหรัฐฯ รองจากเรือดำน้ำติดขีปนาวุธนิวเคลียร์เท่านั้น
ตามแผนการจัดซื้อเรือของกองทัพเรือประจำปี 2570 ที่เปิดเผยเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ระบุว่าจะมีการจัดหาเรือประจัญบานระวางขับน้ำ 35,000 ตัน จำนวน 15 ลำ ระหว่างปี 2571 - 2599 ทั้งนี้ CBO ประเมินว่าเรือลำแรกจะมีราคาสูงถึง 23,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ลำต่อ ๆ ไปจะมีราคาเฉลี่ยลำละ 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ถือเป็นราคาที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมากจากประมาณการเดิมที่ตั้งไว้ 15,100 ล้านดอลลาร์สำหรับลำแรก เนื่องจากรายงานฉบับเดิมเป็นการคำนวณบนพื้นฐานของเรือที่ใช้ระบบขับเคลื่อนแบบดั้งเดิม ไม่ใช่ระบบพลังงานนิวเคลียร์เหมือนในปัจจุบัน
เมื่อเปรียบเทียบกับโครงการต่อเรืออื่น ๆ เรือประจัญบานชั้นนี้ถือว่ามีราคาสูงสุดติดอันดับต้น ๆ โดยเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R. Ford ซึ่งประจำการในปี 2017 มีมูลค่า 13,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เรือบรรทุกเครื่องบินฟอร์ดคลาสรุ่นใหม่ คาดว่าจะอยู่ที่ 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเรือดำน้ำติดขีปนาวุธโคลัมเบียคลาส มีราคาประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อลำ
อู่ต่อเรือสหรัฐฯ ปัญหาและความล่าช้าสะสม
นอกเหนือจากภาระทางการเงินแล้ว รายงานของ CBO ยังชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคสำคัญด้านศักยภาพของอู่ต่อเรือในสหรัฐฯ เนื่องจากเรือประจัญบานรุ่นใหม่ จะมีขนาดใหญ่กว่าเรือดำน้ำทำลายล้าง Arleigh Burke ถึงกว่า 3.5 เท่า ซึ่งภายในปี 2578 แผนของกองทัพเรือ จะต้องเพิ่มกำลังการผลิตระวางขับน้ำ ของเรือรบผิวน้ำขนาดใหญ่ขึ้นมากกว่าเท่าตัว ซึ่งอาจเป็นความท้าทายที่หนักหน่วงสำหรับอุตสาหกรรมต่อเรือของประเทศ ที่กำลังประสบปัญหาความล่าช้าและงบประมาณบานปลาย
ในปี 2568 จอห์น เฟลาน อดีตรัฐมนตรีกระทรวงกองทัพเรือสหรัฐฯ เคยให้การต่อสภาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่า โครงการต่อเรือที่ดีที่สุดของกองทัพเรือ ยังล่าช้ากว่ากำหนดถึง 6 เดือนและงบประมาณเกินกว่าที่ตั้งไว้ถึงร้อยละ 57 เขายอมรับว่าโครงการทั้งหมดกำลังประสบปัญหาอย่างหนัก
ซึ่งรายงาน CBO ยืนยันก็ว่า อู่ต่อเรือหลัก 2 แห่ง ได้แก่ Bath Iron Works ในรัฐเมน และ Ingalls Shipbuilding ในรัฐมิสซิสซิปปี ต่างกำลังเผชิญความท้าทายในการต่อเรืออัจฉริยะทำลายล้างให้ทันกำหนด โดยการส่งมอบเรือ Arleigh Burke ล่าช้าเฉลี่ยถึง 5 ปี
ยิ่งไปกว่านั้น อู่ต่อเรือทั้ง 2 แห่ง ซึ่งเป็นผู้ผลิตเรือรบผิวน้ำหลักของสหรัฐฯ มานานกว่า 4 ทศวรรษ กลับไม่มีศักยภาพในการต่อเรือที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์ ทำให้ภาระการประกอบเรือต้องตกเป็นของอู่ต่อเรือ Newport News Shipbuilding ในรัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งปัจจุบันรับหน้าที่สร้างเรือบรรทุกเครื่องบินและเรือดำน้ำอยู่แล้ว จึงเกิดคำถามตามมาว่าการแทรกโครงการเรือประจัญบานใหม่จะยิ่งส่งผลกระทบต่อโครงการเดิมที่ล่าช้าอยู่แล้วหรือไม่
คุ้มค่าไหม ? ในยุคสงครามโดรน-อาวุธสมัยใหม่
CBO สรุปเตือนว่า การสร้างเรือรบชั้นใหม่ ตั้งแต่เริ่มต้นจะต้องเผชิญกับกราฟการเรียนรู้ที่สูงมาก ซึ่งเรือลำแรกมักจะใช้เวลาก่อสร้างนานกว่า และมีราคาสูงกว่าที่ประเมินไว้เสมอ แต่สิ่งที่เหล่านักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงตั้งคำถามมากที่สุดคือ ความคุ้มค่าของการลงทุนมหาศาลกับเรือรบขนาดใหญ่ในยุคปัจจุบัน
พล.ร.อ.เจมส์ สตาฟริดิส อดีตผู้บัญชาการทหารเรือสหรัฐฯ ที่เกษียณอายุราชการ เขียนบทความแสดงความคิดเห็นผ่าน Bloomberg โดยตั้งคำถามสำคัญว่า มีความหมายหรือไม่ที่จะทุ่มเทอาวุธราคาแพงและลูกเรือจำนวนมาก ไว้บนแพลตฟอร์มเดียวที่มีความเสี่ยงสูง ?
พร้อมย้ำว่า ในยุคที่มีฝูงโดรนรบ เรือดำน้ำล่องหน ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก ตอร์ปิโดขั้นสูง และอาวุธสงครามไซเบอร์ การทุ่มงบประมาณและทรัพยากรจำนวนมากไว้ใน "ตะกร้าใบเดียว" อาจไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาดสำหรับสงครามยุคใหม่
อ่านข่าว :
ตร.อนุญาตปล่อยชั่วคราว "โทน บางแค" ชี้ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี
โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ "พลพีร์-เจเศรษฐ์-วรศิษฏ์" เป็น "นายกองเอก"
แจ้ง 2 ข้อหา "โทน บางแค" ฉ้อโกงประชาชน-พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์