เอกชน เชียร์ไทยช่วยไทยพลัส เฟส2 ชงขยายสิทธิ ผปก.รายย่อย เพิ่มเพดานสูงสุด 300 บาท

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมพิจารณาไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 หลังโครงการจะสิ้นสุดลงในเดือนกันยายนนี้ว่า เห็นด้วยหากโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่รัฐบาลสนับสนุนวงเงินรวม 4,000 บาทต่อคน แบ่งจ่ายรายเดือน เดือนละ 1,000 บาท ผ่านแอปพลิเคชัน เป๋าตัง โดยรัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่าย 40% เริ่มใช้สิทธิรอบแรกเมื่อ 1 มิ.ย 2569 จะเกิดขึ้นอีกในเฟส 2 เนื่องจากเป็นโครงการที่ช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการบางกลุ่มให้มีสภาพคล่องทางการเงินดีขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการในต่างจังหวัด

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ ในเฟส 2 หากภาครัฐเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการบางกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากยอดขายลดลงในช่วงโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 1 เข้ามาร่วมโครงการ ตามที่มีข้อเสนอของสมาคมต่างๆ ก็จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการได้ แม้ที่ผ่านมาโครงการจะช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็กมาแล้วเป็นระยะเวลา 4 เดือน แต่ในเฟส 2 ควรเปิดทางให้ผู้มีสิทธิ์สามารถเลือกใช้จ่ายกับผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวได้เพิ่มเติม เพื่อกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ยังเป็นผู้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้ ซึ่งภาษีที่จัดเก็บได้สามารถนำไปใช้ชำระหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยของภาครัฐได้อีกทางหนึ่ง
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า อย่างเช่นกรณีที่สมาคมภัตตาคารอาหารไทย เปิดเผยว่า มีร้านอาหารขนาดเล็กที่อยู่ในระบบฐานภาษี จำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสในช่วงเดือนมิ.ย. ถึง ก.ย ส่งผลให้ยอดขายลดลงถึง 50% โดยพบว่ามีลูกค้าบางส่วนที่สอบถามถึงการใช้สิทธิและเปลี่ยนไปใช้บริการร้านอื่นแทนเมื่อทราบว่าร้านนี้ใช้สิทธิไม่ได้ ทั้งนี้ มองว่าเพื่อความเป็นธรรมและลดผลกระทบต่อธุรกิจการจ้างงาน จึงเสนอให้รัฐบาลขยายสิทธิผู้ประกอบการรายย่อยที่อยู่ในระบบภาษีและมีมีรายได้ 2-5 ล้านบาท ซึ่งไม่ได้เข้าร่วมโครงการในเฟสแรก เนื่องจากรัฐบาลกำหนดให้ผู้ประกอบการที่จะเข้าร่วมโครงการต้องมีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยหากมีการเดินหน้าโครงการดังกล่าวต่อในเฟสที่ 2 การขยายสิทธิให้ผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบนั้น นอกจากจะเพิ่มความเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ยังเป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่ประชาชนในประเทศได้อีกด้วย
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ขณะเดียวกัน สำหรับเสียงสะท้อนจากประชาชนที่มองว่ารูปแบบของโครงการที่รัฐช่วยอุดหนุน 60% และประชาชนจ่าย 40% มีความยุ่งยากซับซ้อนและคำนวณได้ยาก ตนมองว่าเพื่อความสะดวกในการคิดคำนวณ รัฐบาลอาจจะกลับไปใช้รูปแบบ 50 ต่อ 50 หากประชาชนส่วนใหญ่มองว่าง่ายต่อการใช้จ่ายมากกว่าได้ ทั้งนี้ มองว่ารัฐบาลอาจจะเพิ่มเพดานการใช้จ่ายต่อวันเป็น 300 บาทต่อวัน จากเดิม 200 บาทต่อวัน เพื่อให้ประชาชนสามารถซื้อสินค้าได้หลากหลายมากขึ้น