Cover Image

‘แบงก์ชาติ’ เคาะยืนจีดีพีไทยปีนี้โต2.3% ส่งออก-ลงทุนหนุน/IMFชี้เอไอดันเต็มแรง

‘แบงก์ชาติ’ เคาะยืนจีดีพีไทยปี 69 ยังโต 2.3% ชี้เสถียรภาพยังแกร่ง ส่งออกโตพรวด 17-18% การลงทุนขยายตัวสูง 13% ช่วยหนุนเต็มสูบ ด้าน IMF ลุยขยับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้เป็น 2.1% รับอานิสงส์อุตสาหกรรม AI มาแรง

13 ต.ค. 2569 – นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท. ยังคงคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปี 2569 อยู่ที่ 2.3% ขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อ อยู่ที่ 2.2% ซึ่งถือว่าเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี ยังมีความสามารถในการฟื้นตัว (Resilience) ค่อนข้างดี โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ จากภาคการส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวได้สูงถึง 17-18% ขณะที่ภาคการลงทุนคาดว่าจะเติบโตสูงถึง 13% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการลงทุนในอุตสาหกรรม AI และการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ดังนั้นภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังมีแรงส่งที่ดีที่ช่วยให้ยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

ส่วนปัจจัยกดดันที่ส่งผลกระทบชัดเจนต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย นั่นคือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ส่งผลให้ตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่เติบโตเต็มศักยภาพ อยู่ที่ระดับเพียง 2.7% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ หลัก ๆ เป็นผลมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งจากกรลงทุนที่น้อยในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ผลิตภาพต่ำ ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลงเนื่องจากยังอยู่ในอุตสาหกรรมยุคเก่า การมีประชากรสูงวัยจำนวนมาก ที่ส่งผลทำให้กำลังแรงงานในระบบลดลง ปัญหาเรื่องระบบการศึกษา ปัญหาหนี้รัฐบาล และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงถึง 86-87% ของจีดีพี ซึ่งถือว่าสูงที่สุดประเทศหนึ่งในโลก เหล่านี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องร่วมมือช่วยกันแก้ไข

“ปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เรื่องที่จะออกโครงการช่วยเหลือเพียงโครงการเดียวแล้วจบได้ โดยปัจจุบัน ธปท. ไม่เพียงแค่ดูเรื่องนโยบายทางการเงินเท่านั้น แต่ยังได้ขยายบทบาทเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศด้วย เพราะเราเชื่อว่ามันจะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไทยได้ ช่วยให้คนกินดีอยู่ดีขึ้นได้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีดีขึ้นได้ ซึ่งทั้งหมดคือแนวทางของ ธปท. และยังเชื่อว่าประเด็นนี้ยังควรให้ความสำคัญ และต้องร่วมมือกันในการเข้ามาช่วยแก้ปัญหาชองโครงสร้างอย่างจริงจัง” ผู้ว่าการ ธปท. ระบุ

นางซิลวานา เทนเรย์โร หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund : IMF) กล่าวในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) : The 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group หรือ IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ในหัวข้อ World Economic Outlook ว่า IMF ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 เป็น 2.1% จากคาดการณ์เดิมที่ 1.9% เช่นเดียวกับปี 2570 ที่คาดว่าจะขยายตัวที่ระดับ 2.1%

ขณะที่สถานการณ์เงินเฟ้อของไทยในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ 2.1% ก่อนจะลดลงเหลือ 1.7% ในปี 2570 โดยประเมินว่าประเทศไทยได้ผ่านพ้นภาวะเงินฝืดแล้ว และมีความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ที่เป็นแรงกดดันต่าง ๆ อาทิ วิกฤติพลังงาน และอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแนวโน้มอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง สอดคล้องกับหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย

“IMF มองว่าเศรษฐกิจไทยยังมีประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงการรักษาแรงส่งจาก AI หรือประคองอัตราการเติบโตให้เป็นไปตามประมาณการ แต่ต้องเพิ่มความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทกจากภายนอก ทั้งราคาพลังงาน ความผันผวนของตลาดการเงิน และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการสร้างพื้นที่ทางการคลัง รักษาเสถียรภาพทางการเงิน และยกระดับผลิตภาพของภาคธุรกิจ เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ขณะที่ภัยคุกคามด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ระบุ

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปี 2569 นั้น IMF คาดว่าจะขยายตัวที่ระดับ 3.1% ลดลงจากปีก่อนราว 0.40% ต่อปี ส่วนปี 2570 คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 3.4% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ 4.7% ก่อนจะลดลงเหลือ 4.1% ในปี 2570 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 3.9% ก่อนจะลดลงในปีหน้า ที่ 3.7% จากปัจจัยหนุนในเรื่องการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรม AI ที่ทำให้ราคาและกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น ส่วนปัจจัยกดดันยังมาจากราคาพลังงานโลกที่มีแนวโน้มสูงขึ้น จากผลกระทบของสงคราม ที่ผลักดันให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขหนี้สาธารณะและต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น จะทำให้เกิดข้อกังวลและความเสี่ยงทางการคลังเพิ่มขึ้นด้วย ภายใต้ 3 ข้อจำกัดในการรับมือกับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจโลก ได้แก่ 1.ข้อจำกัดด้านราคาพลังงานและสินค้าที่เพิ่มขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมถึงปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจกระทบราคาสินค้าด้วยเช่นกัน 2. ข้อจำกัดด้านการเติบโตของอุตสาหกรรม AI ที่กระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่ และภัยทางไซเบอร์ที่อาจกระทบการเติบโตทางเศรษฐกิจ และ 3.ข้อจำกัดด้านการคลัง จากต้นทุนการกู้ยืมและภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้รัฐบาลรองรับแรงกระแทกที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ลดลง

ดังนั้น ต้องมีนโยบายทางการคลังเพื่อรับมือความเสี่ยงอย่างระมัดระวัง และไม่กระตุ้นเศรษฐกิจมากเกินไป ในช่วงที่อัตราเงินเฟ้อยังสูง ขณะที่ประเทศที่มีตัวเลขหนี้สาธารณะสูง และขาดดุลสูง ต้องปรับฐานะการคลัง เพื่อให้ตัวเลขดังกล่าวลดลงอย่างต่อเนื่อง

เพิ่มเพื่อน

Back To Top