Cover Image

สหรัฐฯ ขาดดุลงบประมาณแตะ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ใน 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2026

สำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐฯ หรือ CBO ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด รายงานว่า รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ขาดดุลงบประมาณสะสมแตะระดับเกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 66 ล้านล้านบาท ในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2026 ซึ่งใกล้สิ้นสุดในเดือนกันยายน แม้รายได้จากภาษีเพิ่มขึ้น แต่รายจ่ายด้านสวัสดิการ ประกันสุขภาพ และดอกเบี้ยหนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลประจำเดือนสิงหาคมของ CBO ระบุว่า ตัวเลขขาดดุลดังกล่าวต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วประมาณ 6,000 ล้านดอลลาร์ แต่ความแตกต่างนี้เป็นผลจากการเลื่อนช่วงเวลาการจ่ายเงินบางรายการในช่วงวันแรงงานของปี 2025 หากไม่นับผลจากการเปลี่ยนแปลงด้านช่วงเวลาการจ่ายเงินดังกล่าว การขาดดุลงบประมาณในปีนี้จะสูงกว่าปีก่อนประมาณ 82,000 ล้านดอลลาร์

ในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2026 รัฐบาลสหรัฐฯ มีรายจ่ายเพิ่มขึ้น 147,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 2% เมื่อเทียบกับปีก่อน และหากปรับผลจากการเปลี่ยนแปลงช่วงเวลาการจ่ายเงินแล้ว รายจ่ายจะเพิ่มขึ้นถึง 235,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 4%

รายจ่ายที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เกิดจากโครงการภาคบังคับ เช่น ประกันสังคม เมดิแคร์ และเมดิเคด รวมถึงค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจากการชำระหนี้สาธารณะของรัฐบาล

รายจ่ายด้านสวัสดิการประกันสังคมเพิ่มขึ้น 78,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 5% จากปีก่อน เนื่องจากจำนวนเงินสวัสดิการเฉลี่ยที่สูงขึ้นและจำนวนผู้ได้รับสิทธิที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รายจ่ายโครงการเมดิแคร์เพิ่มขึ้น 73,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 8% จากจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการที่เพิ่มขึ้น ส่วนเมดิเคดมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น 47,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 8% เนื่องจากต้นทุนเฉลี่ยต่อผู้ได้รับสิทธิสูงขึ้น

อีกปัจจัยสำคัญคือ ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นถึง 111,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 12% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากระดับหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นและอัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่เพิ่มขึ้น แม้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ลดลงจะช่วยบรรเทาภาระดอกเบี้ยได้บางส่วน

ด้านกระทรวงกิจการทหารผ่านศึกมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น 41,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 14% จากจำนวนผู้ได้รับสวัสดิการที่เพิ่มขึ้นและค่าใช้จ่ายต่อคนที่สูงขึ้น ขณะที่กระทรวงกลาโหมมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น 41,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 5% เนื่องจากการใช้จ่ายด้านบุคลากรทางทหาร รวมถึงการวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม รายจ่ายของกระทรวงศึกษาธิการลดลง 79,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 56% โดยส่วนใหญ่เป็นผลจากการปรับลดประมาณการต้นทุนของเงินกู้นักเรียนที่ยังค้างชำระลง 53,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน 2026 หลังจากมีการปรับเพิ่มประมาณการ 24,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม 2025

ขณะที่ รายได้จากภาษีของรัฐบาลกลางเพิ่มขึ้น 154,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 3% ในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ โดยรายได้จากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มขึ้น 189,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 8% และรายได้จากภาษีเงินเดือนเพิ่มขึ้น 50,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 3% ส่วนรายได้จากภาษีศุลกากร ซึ่งรวมถึงภาษีนำเข้า เพิ่มขึ้นประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 1%

อย่างไรก็ตาม รายได้ที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวถูกหักล้างบางส่วนด้วยรายได้จากภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ลดลง 96,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 25% ซึ่ง CBO ระบุว่าเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปภาษีในปี 2025 ภายใต้กฎหมาย One Big Beautiful Bill Act

มายา แมคกินิส ประธานคณะกรรมการเพื่อการจัดทำงบประมาณรัฐบาลกลางอย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นองค์กรไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด กล่าวว่า การกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐฯ ในปีงบประมาณนี้แซงหน้าจำนวนเงินที่รัฐบาลกู้ตลอดทั้งปีงบประมาณก่อนแล้ว และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ 2026

แมคกินิสเตือนว่า สถานการณ์การคลังของสหรัฐฯ กำลังเผชิญปัญหารุนแรง โดยหนี้สาธารณะรวมของประเทศเพิ่งแตะระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่รัฐบาลใช้จ่ายเงินเพื่อชำระดอกเบี้ยต่อปีมากกว่างบประมาณด้านการป้องกันประเทศ และหนี้ที่ประชาชนถือครองมีมูลค่าสูงกว่าขนาดเศรษฐกิจของประเทศแล้ว

เธอยังเตือนด้วยว่า กองทุนทรัสต์ของโครงการสวัสดิการที่ชาวอเมริกันหลายสิบล้านคนพึ่งพา กำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะขาดสภาพคล่องภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี

แมคกินิสระบุว่า นักการเมืองสหรัฐฯ เลื่อนการตัดสินใจเรื่องยาก ๆ มานานเกินไป และควรร่วมกันจัดทำแผนลดการขาดดุลงบประมาณให้เหลือ 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ซึ่งคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของระดับปัจจุบัน พร้อมเร่งแก้ไขปัญหาความมั่นคงของกองทุนสวัสดิการต่าง ๆ มิฉะนั้นคนรุ่นต่อไปอาจต้องรับภาระจากปัญหาทางการคลังที่แก้ไขได้ยากหรือไม่สามารถย้อนกลับได้.

ที่มา FOX News

Back To Top