ทำไมซีรีส์ 19+ "The Scandal" ซนเยจิน-จีชางอุค-นานะ "จังหวะ" ถึงกลายเป็นประเด็น?!
วิเคราะห์ The Scandal ซีรีส์ 19+ จาก Netflix นำแสดงโดยซนเยจิน จีชางอุค และนานะ ผ่านสไตล์การกำกับของจองจีอู และเหตุผลที่จังหวะการเล่าเรื่องถูกพูดถึง
The Scandal ซีรีส์ 19+ จาก Netflix เป็นหนึ่งในผลงานที่มีองค์ประกอบน่าสนใจตั้งแต่ก่อนออกฉาย ทั้งการรวมตัวของนักแสดงชื่อดังอย่าง ซนเยจิน, จีชางอุค และนานะ พร้อมเรื่องราวที่เต็มไปด้วยแรงปรารถนา ความสัมพันธ์ต้องห้าม และเกมรักที่ซับซ้อนในยุคโชซอน อีกทั้งยังได้ จองจีอู ผู้กำกับที่มีสไตล์การทำงานชัดเจนมารับหน้าที่กำกับ
หลังซีรีส์ออกฉาย หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงจากผู้ชมบางส่วนคือ จังหวะการเล่าเรื่อง โดยเฉพาะในช่วงต้นของซีรีส์ ซึ่งมีความค่อยเป็นค่อยไปและใช้เวลาในการปูพื้นหลังของตัวละครค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับความคาดหวังที่มีต่อซีรีส์เรต 19+ ซึ่งมาพร้อมกับเรื่องราวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ ความปรารถนา และเกมรักที่ดูมีศักยภาพในการสร้างความเข้มข้น
อย่างไรก็ตาม หากมอง The Scandal ผ่านผลงานที่ผ่านมา คำถามอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า “ผู้กำกับเล่าเรื่องช้าเกินไปหรือไม่” แต่อาจเป็นเรื่องของ การที่สไตล์การเล่าเรื่องอันเป็นเอกลักษณ์ของจองจีอู มาพบกับเรื่องราวที่ผู้ชมคาดหวังให้มีจังหวะเข้มข้นและรวดเร็ว มากกว่า
จองจีอู ผู้กำกับที่ให้ความสำคัญกับ “อารมณ์” มากกว่า “ความเร็ว”
จองจีอูเป็นผู้กำกับที่มีผลงานหลากหลาย ตั้งแต่ดราม่า โรแมนติก ไปจนถึงภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเข้มข้นและระทึกขวัญ ผลงานที่ผ่านมาอย่าง Happy End, A Muse, Fourth Place, Heart Blackened และ Tune in for Love ล้วนสะท้อนความสนใจของผู้กำกับที่มีต่อความสัมพันธ์และสภาวะทางอารมณ์ของตัวละคร
สิ่งที่เห็นได้ค่อนข้างชัดในงานของเขาคือ การไม่ได้เร่งให้ทุกเหตุการณ์เดินหน้าไปพร้อมกัน แต่เลือกใช้เวลาในการสร้างบรรยากาศ ค่อย ๆ เปิดเผยความรู้สึก และปล่อยให้ผู้ชมทำความเข้าใจกับตัวละครผ่านรายละเอียดเล็ก ๆ ทั้งสายตา ท่าทาง บทสนทนา รวมถึงความเงียบระหว่างตัวละคร
ดังนั้น เมื่อมองจากผลงานที่ผ่านมา จังหวะที่ค่อยเป็นค่อยไปจึงถือเป็นส่วนหนึ่งของภาษาการเล่าเรื่องของจองจีอู มากกว่าจะเป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นกับ The Scandal และนี่คือจุดสำคัญที่ช่วยให้เข้าใจว่าทำไมซีรีส์เรื่องนี้จึงเลือกเดินเรื่องในลักษณะดังกล่าว
A Muse เมื่อเรื่องราวเกี่ยวกับแรงปรารถนาถูกเล่าด้วยความละเมียด
หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ A Muse ภาพยนตร์ที่หยิบเรื่องราวของกวีสูงวัยกับหญิงสาวมาถ่ายทอดผ่านประเด็นเรื่องความปรารถนาและความสัมพันธ์ แม้เนื้อหาจะมีความอ่อนไหวและชวนตั้งคำถาม แต่จองจีอูไม่ได้เลือกเล่าด้วยจังหวะที่เร่งเร้า
หนังให้พื้นที่กับสายตา ความเงียบ สภาพแวดล้อม และรายละเอียดทางอารมณ์ของตัวละครค่อนข้างมาก ความรู้สึกจึงค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นทีละน้อย แทนที่จะใช้เหตุการณ์จำนวนมากมาผลักให้เรื่องเดินหน้า
แนวทางนี้ทำให้ A Muse มีบรรยากาศเฉพาะตัว และสะท้อนวิธีการทำงานของจองจีอูได้ดี นั่นคือการมอง “แรงปรารถนา” ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์หนึ่งในเรื่อง แต่เป็นสิ่งที่สามารถสำรวจผ่านอารมณ์ ความสัมพันธ์ และการเปลี่ยนแปลงภายในตัวละคร
Tune in for Love กับการเล่าความรักผ่านช่วงเวลาที่ค่อย ๆ ผ่านไป
อีกหนึ่งผลงานที่แสดงให้เห็นถึงลายเซ็นของจองจีอูอย่างชัดเจนคือ Tune in for Love ภาพยนตร์โรแมนติกที่เล่าเรื่องความสัมพันธ์ของคนสองคนผ่านช่วงเวลาหลายปี ทั้งการพบกัน การแยกจากกัน และการกลับมาพบกันอีกครั้ง
หนังไม่ได้พยายามสร้างความตื่นเต้นด้วยเหตุการณ์ขนาดใหญ่ แต่ใช้ช่วงเวลาธรรมดา ความทรงจำ และความรู้สึกที่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงเป็นแกนกลางของเรื่อง จังหวะการเล่าจึงค่อนข้างช้าและเน้นบรรยากาศ ซึ่งเป็นวิธีที่ทำให้ผู้ชมได้อยู่กับความสัมพันธ์ของตัวละครนานขึ้น
เมื่อมองจากผลงานนี้จะเห็นว่า จองจีอูไม่ได้มอง “ความเร็ว” เป็นหัวใจสำคัญของการเล่าเรื่องเสมอไป แต่ให้ความสำคัญกับการทำให้ผู้ชมค่อย ๆ เข้าใจว่าตัวละครรู้สึกอย่างไร และเหตุใดความสัมพันธ์ของพวกเขาจึงเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลา
แม้แต่เรื่องราวเข้มข้นอย่าง Heart Blackened ก็ยังคงจังหวะแบบจองจีอู
หากคิดว่าจังหวะเนิบช้าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะกับหนังรัก ก็อาจต้องมองไปที่ Heart Blackened ซึ่งมีองค์ประกอบของภาพยนตร์ระทึกขวัญ ทั้งคดีฆาตกรรม การพิจารณาคดี และปมที่ค่อย ๆ ถูกเปิดเผย
แม้เนื้อหาจะมีศักยภาพในการสร้างความตื่นเต้น แต่ช่วงแรกของเรื่องยังคงใช้เวลาในการปูพื้นตัวละครและเปิดเผยข้อมูล ก่อนที่เรื่องราวจะค่อย ๆ เพิ่มความเข้มข้นขึ้นเมื่อเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ
จึงอาจกล่าวได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรัก เรื่องดราม่า หรือเรื่องที่มีคดีอาชญากรรมเป็นแกนกลาง จองจีอูก็มักให้ความสำคัญกับ กระบวนการเดินทางของตัวละคร มากกว่าการพาผู้ชมจากเหตุการณ์หนึ่งไปยังอีกเหตุการณ์หนึ่งอย่างรวดเร็ว
Somebody คือบทพิสูจน์เมื่อสไตล์ของจองจีอูเข้าสู่โลกซีรีส์
ก่อนมาถึง The Scandal จองจีอูเคยกำกับซีรีส์ Netflix มาแล้วในเรื่อง Somebody เมื่อปี 2022 โดยเรื่องราวเกี่ยวข้องกับนักพัฒนาแอปพลิเคชันหาคู่ที่เข้าไปพัวพันกับฆาตกรต่อเนื่อง ซึ่งใช้แอปพลิเคชันเป็นช่องทางในการเข้าหาเหยื่อ
จากพล็อตเพียงอย่างเดียว Somebody สามารถพัฒนาเป็นซีรีส์ระทึกขวัญที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นได้ แต่จองจีอูกลับเลือกให้เรื่องเดินไปในทิศทางที่เน้นจิตวิทยา ความสัมพันธ์ และความเชื่อมโยงอันซับซ้อนระหว่างตัวละครมากกว่า
นั่นทำให้ Somebody มีจังหวะเฉพาะตัว และเป็นตัวอย่างสำคัญที่ทำให้เห็นว่า เมื่อจองจีอูเข้ามาทำซีรีส์ เขาก็ยังคงนำภาษาการเล่าเรื่องแบบเดียวกับที่ปรากฏในผลงานภาพยนตร์ของเขามาใช้
The Scandal กับโจทย์ที่แตกต่างออกไป
เมื่อมาถึง The Scandal บริบทกลับแตกต่างออกไป เพราะซีรีส์เรื่องนี้มาพร้อมองค์ประกอบที่สร้างความคาดหวังจากผู้ชมตั้งแต่แรก ทั้งนักแสดงระดับแถวหน้า เรื่องราวความสัมพันธ์ต้องห้าม ฉากวาบหวิว เกมรัก และการจัดเรต 19+
นอกจากนี้ ตัวเรื่องยังมีพื้นฐานจากโลกของความสัมพันธ์และแรงปรารถนา ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่สามารถนำไปสู่การเล่าเรื่องที่เข้มข้นและรวดเร็วได้ไม่ยาก ดังนั้นเมื่อผู้ชมบางส่วนเข้ามาด้วยความคาดหวังเช่นนี้ จังหวะการเล่าเรื่องแบบค่อยเป็นค่อยไปของจองจีอูจึงกลายเป็นสิ่งที่น่าสังเกต
แทนที่จะรีบพาผู้ชมเข้าสู่เกมรักหรือความขัดแย้ง ซีรีส์เลือกใช้เวลาในการสร้างอดีตและแรงจูงใจของตัวละคร ทำให้ผู้ชมได้เห็นว่าความสัมพันธ์ต่าง ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างไร และเหตุใดตัวละครแต่ละคนจึงตัดสินใจเช่นนั้น
เมื่อ “ความคาดหวัง” กับ “วิธีเล่าเรื่อง” เดินคนละจังหวะ
ประเด็นที่น่าสนใจจึงอาจไม่ได้อยู่ที่การบอกว่าการเล่าเรื่องแบบช้าเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี แต่เป็นเรื่องของ ความสอดคล้องระหว่างรูปแบบการเล่ากับความคาดหวังของผู้ชม
หากผู้ชมเข้ามาเพื่อสัมผัสเรื่องราวความสัมพันธ์ที่ร้อนแรงและต้องการให้เหตุการณ์เดินหน้าอย่างรวดเร็ว จังหวะที่ใช้เวลาปูพื้นตัวละครและความสัมพันธ์ย่อมอาจทำให้รู้สึกว่าเรื่องเดินช้า แต่สำหรับผู้ชมที่ชอบการเล่าเรื่องเชิงอารมณ์ การค่อย ๆ เปิดเผยตัวละครก็อาจเป็นส่วนหนึ่งของเสน่ห์ของซีรีส์
ตรงนี้จึงทำให้ The Scandal เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะตัวซีรีส์มีทั้ง องค์ประกอบของเรื่องราวที่เข้มข้น และผู้กำกับที่มีแนวทางการเล่าเรื่องอย่างชัดเจน การนำสองสิ่งนี้มาอยู่ด้วยกันจึงเกิดเป็นประสบการณ์ที่อาจแตกต่างกันไปตามความคาดหวังของผู้ชมแต่ละกลุ่ม
จองจีอูไม่ได้เปลี่ยนวิธีเล่า แต่บริบทของ The Scandal เปลี่ยนไป
หากย้อนดูผลงานของจองจีอูตั้งแต่ A Muse, Tune in for Love, Heart Blackened ไปจนถึง Somebody จะเห็นความต่อเนื่องของวิธีการทำงานได้ค่อนข้างชัด เขายังคงสนใจความรู้สึก ความสัมพันธ์ ความปรารถนา และจิตวิทยาของตัวละคร แม้แต่ละเรื่องจะอยู่ในคนละแนวทางก็ตาม
ดังนั้น The Scandal จึงไม่ได้เป็นเรื่องของผู้กำกับที่เปลี่ยนตัวเองไปจากเดิม แต่เป็นการนำสไตล์ที่มีอยู่แล้วมาใช้กับเรื่องราวที่มีความคาดหวังเฉพาะตัวมากขึ้น ซีรีส์ 19+ ที่มีนักแสดงชื่อดังและถูกนำเสนอด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับแรงปรารถนา ย่อมทำให้ผู้ชมบางส่วนคาดหวังจังหวะที่แตกต่างออกไป
และนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไม “จังหวะ” จึงกลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงเมื่อพูดถึง The Scandal เพราะมันไม่ได้สะท้อนเพียงวิธีการเล่าเรื่องของซีรีส์ แต่ยังสะท้อนความแตกต่างระหว่าง สิ่งที่ผู้ชมคาดหวังจากเรื่อง กับสิ่งที่ผู้กำกับต้องการพาไปสำรวจ
The Scandal จึงน่าสนใจตรง “วิธีเล่า” ไม่แพ้ “เรื่องที่เล่า”
ท้ายที่สุดแล้ว การมอง The Scandal ผ่านมุมของจองจีอูอาจช่วยให้เห็นซีรีส์เรื่องนี้ในอีกมิติหนึ่งมากขึ้น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงเรื่องของพล็อต นักแสดง หรือความเข้มข้นของเนื้อหา แต่ยังรวมถึงวิธีที่ผู้กำกับเลือกจะเล่าเรื่องเหล่านั้นด้วย
สำหรับจองจีอู การปล่อยให้ตัวละครค่อย ๆ เปิดเผยตัวเอง ให้ความสัมพันธ์ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง และให้บรรยากาศมีพื้นที่ในการทำงาน ยังคงเป็นส่วนสำคัญของภาษาภาพยนตร์ที่เขาสร้างมาตลอดเส้นทางการทำงาน
ดังนั้น คำถามที่น่าสนใจกว่า “The Scandal ดีหรือไม่ดี” อาจเป็น “สไตล์การเล่าเรื่องของจองจีอู เมื่อมาอยู่ในซีรีส์ 19+ ที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง จะทำงานกับผู้ชมอย่างไร?” และคำตอบของคำถามนี้ก็อาจแตกต่างกันไปตามประสบการณ์และความคาดหวังของผู้ชมแต่ละคน
- 5 ภาพยนตร์เกาหลี 18+ สร้างกระแสถกเถียงที่สุดในรอบ 5 ปี ไม่ใช่แค่โป๊ แต่ทะลุขีดจำกัดจินตนาการ!
- เปิดผลโหวต 10 อันดับ พระเอกจีน "หล่อที่สุด" ตัวแรงรุ่นใหม่ เกิดหลังปี 1995
- ฮือฮา ตัวตนของคู่รัก "ขอแต่งงาน" วิวทะลุ 10 ล้าน เหมือนซีอีโอ-เลขาฯ ในซีรีส์เกาหลีดัง!
