ครม. ขยายเวลาประกาศพื้นที่ความมั่นคง 19 อำเภอ ใน 4 จังหวัดชายแดนใต้ อีก 1 ปี ถึง 30 ก.ย.

น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบผลการประเมินสถานการณ์ และอนุมัติขยายระยะเวลาการประกาศพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวม 19 อำเภอ 4 จังหวัด ออกไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.69 30 ก.ย.70 เพื่อให้การบริหารจัดการพื้นที่และการดูแลความปลอดภัยของประชาชนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

โดยพื้นที่ทั้ง 19 อำเภอ ประกอบด้วย จังหวัดนราธิวาส 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอยี่งอ อำเภอแว้ง และอำเภอสุคิริน จังหวัดปัตตานี 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอยะหริ่ง อำเภอปะนาเระ อำเภอมายอ อำเภอไม้แก่น อำเภอทุ่งยางแดง อำเภอกะพ้อ และอำเภอแม่ลาน จังหวัดยะลา 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเบตง อำเภอยะหา อำเภอรามัน อำเภอกาบัง และอำเภอกรงปินัง และจังหวัดสงขลา 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอนาทวี อำเภอจะนะ อำเภอเทพา และอำเภอสะบ้าย้อย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การขยายระยะเวลาครั้งนี้ เป็นการคงพื้นที่เดิมทั้ง 19 อำเภอ ภายหลังเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 คณะรัฐมนตรีได้มีมติปรับอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ออกจากพื้นที่ตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ทำให้จากเดิม 20 อำเภอ เหลือ 19 อำเภอ โดยการขยายครั้งนี้นับเป็นการขยายระยะเวลาการประกาศพื้นที่ดังกล่าวครั้งที่ 22

จากการประเมินของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) พบว่า แม้การบูรณาการปฏิบัติงานของหน่วยงานในพื้นที่ และการติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับปฏิบัติการจะทำให้การก่อเหตุทำได้ยากขึ้น แต่ยังมีความเคลื่อนไหว และความพยายามสร้างสถานการณ์ในบางพื้นที่ รวมถึงยังมีความเสี่ยงต่อเป้าหมายที่มีการระวังป้องกันต่ำ จึงยังมีความจำเป็นต้องคงมาตรการตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ผลการประเมินความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับการใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พบว่า ความคิดเห็นในภาพรวมอยู่ในระดับมาก คิดเป็น 75.40% ขณะที่ 70.36% ไม่ต้องการให้ยกเลิกการประกาศใช้ และ 29.64% ต้องการให้ยกเลิก

น.ส.ลลิดา กล่าวว่า การใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในพื้นที่ดังกล่าว เป็นมาตรการสำหรับพื้นที่ที่ยังมีเหตุการณ์กระทบต่อความมั่นคง แต่ยังไม่มีความจำเป็นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยรัฐบาลมีนโยบายปรับลดพื้นที่การใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 อย่างต่อเนื่อง และนำมาตรการทางกฎหมายที่เหมาะสมกับระดับสถานการณ์มาใช้ทดแทน เพื่อทยอยคืนพื้นที่เข้าสู่การบริหารภายใต้กลไกปกติ

รัฐบาลจะประเมินสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยยึดความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ ควบคู่กับการใช้มาตรการทางกฎหมายเท่าที่จำเป็นและเหมาะสมกับสถานการณ์ เป้าหมายคือการลดระดับมาตรการด้านความมั่นคงและคืนพื้นที่เข้าสู่กลไกปกติเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย พร้อมเดินหน้าสร้างสันติสุข และความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ น.ส.ลลิดา กล่าว

โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์


Back To Top