รัฐบาล-กทม. ผนึกพลังพัฒนาคุณภาพชีวิตคนกรุง ดันตั๋วร่วม 17-45 บาท เพิ่มพื้นที่สาธารณะ แก้ท่วม รถติด
รัฐบาล-กทม.ผนึกกำลัง เดินหน้าพัฒนาคุณภาพชีวิตคนกรุง ดันระบบตั๋วร่วม 17-45 บาท เพิ่มพื้นที่สาธารณะ แก้น้ำท่วม ฝุ่นPM2.5 และจราจร เผยเร่งตรวจสอบสาเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) เปิดเผยภายหลังพิธีเปิดการประชุมสภากรุงเทพมหานครครั้งแรกว่า จากการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมสภากรุงเทพมหานครในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีที่กทม.และรัฐบาลจะได้หารือแนวทางการทำงานร่วมกัน เพื่อผลักดันการพัฒนาเมืองและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยรัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนการดำเนินงานของกทม.ในหลายด้าน
ด้านนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ทีมงานของรัฐบาลและกทม.ได้หารือแนวทางการทำงานร่วมกัน เนื่องจากกทม.เป็นพื้นที่สำคัญของประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายมีเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งด้านความปลอดภัยสาธารณะ การอำนวยความสะดวกในการเดินทาง การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ฝุ่น PM2.5 ระบบจราจร ตลอดจนการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ
โดยรัฐบาลจะผลักดันระบบตั๋วร่วม เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางด้วยระบบรถ ราง และเรือ โดยพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 และพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ได้ผ่านความเห็นชอบแล้ว พร้อมตั้งเป้าให้ประชาชนสามารถใช้บริการได้ภายในปี 2569 นี้ เป็นของขวัญปีใหม่ โดยกำหนดอัตราค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว และชำระค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียวต่อการเดินทาง
นอกจากนี้ รัฐบาลจะร่วมกับกทม.นำพื้นที่ของหน่วยงานภาครัฐที่ยังใช้ประโยชน์ไม่เต็มศักยภาพ อาทิ การรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) และกรมธนารักษ์ มาพัฒนาเป็นสวนสาธารณะ ลานกีฬา พื้นที่จัดกิจกรรมของชุมชน และพื้นที่สำหรับผู้ค้ารายย่อย เพื่อเพิ่มพื้นที่สาธารณะและสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพให้ประชาชน
นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ของกทม.ที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลและกทม.จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
ส่วนกรณีเหตุเพลิงไหม้สถานประกอบการย่านห้าแยกลาดพร้าว นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่ร่วมกับผู้ว่าฯกทม. เพื่อติดตามสถานการณ์ โดยผู้บาดเจ็บได้รับการส่งตัวเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งอยู่ภายใต้ระบบคุ้มครองของรัฐ พร้อมยืนยันว่าภาครัฐจะดูแลผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ ขณะที่ยืนยันยอดผู้เสียชีวิตจำนวน 27 ราย และจะมีกองทุนที่เกี่ยวข้องเข้าให้ความช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต
สำหรับสาเหตุของเหตุเพลิงไหม้และข้อเท็จจริงต่าง ๆ รวมถึงประเด็นทางหนีไฟ ระบบสปริงเกอร์ และข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการปิดประตูทางหนีไฟ นายกรัฐมนตรีระบุว่า อยู่ระหว่างการตรวจสอบของกองพิสูจน์หลักฐานและพนักงานสอบสวน จึงยังไม่ต้องการแสดงความเห็นที่อาจกระทบต่อรูปคดี พร้อมยืนยันว่า หากพบการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีการละเว้น
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สถานประกอบการดังกล่าวได้รับใบอนุญาตเป็นร้านอาหารที่สามารถจัดการแสดงดนตรีสดได้ตามกฎหมาย แต่ไม่ใช่สถานบริการหรือสถานบันเทิง จึงต้องตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับการประกอบกิจการและมาตรการด้านความปลอดภัยของอาคารอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันซ้ำอีก