น้ำตาลแพงสุดในรอบ 16 ปี พุ่งแรงแซงตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำผลตอบแทนสูงกว่า S&P 500
ราคาน้ำตาลกลายเป็นหนึ่งในสินค้าโภคภัณฑ์ที่ร้อนแรงที่สุดของปี 2026 หลังราคาพุ่งกว่า 20% แซงหน้าผลตอบแทนของ S&P 500 ท่ามกลางความกังวลว่าโลกกำลังเผชิญภาวะน้ำตาลขาดแคลน จากผลผลิตที่ลดลงในยุโรป บราซิล อินเดีย และความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจซ้ำเติมประเทศผู้ผลิตรายใหญ่
ราคาน้ำตาลกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งตลาดที่นักลงทุนต้องจับตา หลังราคาน้ำตาลในตลาดฟิวเจอร์ส (Sugar Futures) ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา จนสามารถสร้างผลตอบแทนแซงหน้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไปแล้ว โดยแค่เฉพาะเดือนสิงหาคม ราคาน้ำตาลพุ่งขึ้นถึง 21.5% ซึ่งถือเป็นการปรับตัวขึ้นรายเดือนที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2010 ที่ราคาปรับขึ้น 24%
เมื่อมองตั้งแต่ต้นปี 2026 ราคาน้ำตาลปรับตัวขึ้นแล้วประมาณ 20% ซึ่งสูงกว่าผลตอบแทนของดัชนี S&P 500 ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 13%
เบื้องหลังการพุ่งขึ้นของราคาน้ำตาลครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลจากความเสี่ยงด้านอุปทานที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก ทั้งคลื่นความร้อนในยุโรป ผลผลิตที่ลดลงในบราซิล ปัญหาสภาพอากาศในอินเดียและไทย ซึ่งประเทศเหล่านี้คือกลุ่มหลักที่ผลิตและส่งออกน้ำตาล รวมถึงความเสี่ยงจากเอลนีโญที่อาจเข้ามาซ้ำเติมผลผลิตในอนาคต
ราคาน้ำตาลพุ่ง ดันราคาอาหารโลกสูงขึ้น
องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ระบุว่า ดัชนีราคาอาหารโลกปรับตัวสูงขึ้นในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ ราคาน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นสูงขึ้น
ราคาน้ำตาลปรับตัวสูงขึ้นจากความกังวลเกี่ยวกับผลผลิตในหลายภูมิภาค อย่างในสหภาพยุโรปก็เกิดปัญหาสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยจนผลผลิตสำคัญลดลง นอกจากนี้ยังมีเรื่องความเสี่ยงของปรากฏการณ์ เอลนีโญที่กระทบต่อประเทศผู้ผลิตสำคัญในเอเชีย ตลอดจนผลผลิตน้ำตาลที่ลดลงในบราซิล ตลาดสำคัญของโลก
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ การที่อินเดียประเทศผู้ผลิตรายใหญ่กำลังเผชิญปัญหาอุปทานภายในประเทศ อนุญาตให้นำเข้าน้ำตาลดิบโดยไม่เก็บภาษีนำเข้า
โลกเสี่ยงขาดแคลนน้ำตาลมากกว่าที่คิด
รายงาน Sugar Balance Sheet ล่าสุดของคณะกรรมาธิการยุโรป คาดว่า ผลผลิตน้ำตาลของสหภาพยุโรปในปี 2026/27 จะลดลง 19% เหลือ 13.4 ล้านเมตริกตัน จากระดับ 16.6 ล้านตันในปี 2025/26 ขณะที่ Citi คาดการณ์ว่า ตลาดน้ำตาลโลกจะเผชิญภาวะขาดดุล 1.3 ล้านเมตริกตัน ส่วน Green Pool Commodity Specialists ประเมินว่าการขาดดุลอาจสูงถึง 3.2 ล้านเมตริกตัน
แม้ตัวเลขประมาณการของแต่ละองค์กรจะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ตลาดเห็นตรงกันคือ แนวโน้มภาวะขาดดุลกำลังเพิ่มขึ้น
Citi ระบุในรายงานว่า น้ำตาลเป็นหนึ่งในตลาดสินค้าเกษตรที่ธนาคารมีมุมมองเชิงบวกมากที่สุดในกลุ่มสินค้าเกษตรที่ซื้อขายบน Intercontinental Exchange หรือ ICE
นอกจากนี้ Citi ยังได้ปรับราคาเป้าหมายน้ำตาลในระยะ 3 เดือนขึ้นมาอยู่ที่ 19 เซนต์ต่อปอนด์ โดยมองว่าปัจจัยสำคัญมาจากสต็อกน้ำตาลที่เริ่มตึงตัวมากขึ้น ประกอบกับโครงการนำเข้าน้ำตาลของอินเดียที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด และสภาพอากาศที่เลวร้ายลงในอินเดีย ไทย และสหภาพยุโรป
จับตาเอลนีโญ ตัวแปรสำคัญที่อาจซ้ำเติมตลาด
สำหรับความเสี่ยงในระยะต่อไป สิ่งที่ตลาดกำลังจับตามากที่สุดคือ ปรากฏการณ์เอลนีโญ หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ทำให้อุณหภูมิของมหาสมุทรสูงขึ้น และนำไปสู่สภาพอากาศที่รุนแรงหรือแปรปรวนในหลายพื้นที่ทั่วโลก
ความกังวลเพิ่มขึ้น เนื่องจากบราซิล อินเดีย และไทย ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำตาลรายสำคัญ มีสัดส่วนรวมกันประมาณ 70% ของการส่งออกน้ำตาลทั่วโลก ด้าน Goldman Sachs ระบุว่า หากเกิดภัยแล้งในช่วงที่อ้อยกำลังเติบโต อาจทำให้ผลผลิตอ้อยในแต่ละพื้นที่ลดลง
ขณะเดียวกัน หากเกิดฝนตกหนักเกินไปในช่วงเก็บเกี่ยว ก็อาจทำให้การทำงานในไร่หยุดชะงัก และส่งผลให้ปริมาณน้ำตาลที่สามารถผลิตได้ลดลงเช่นกัน
โดยอินเดียกำลังเผชิญกับปริมาณฝนที่ต่ำกว่าปกติในพื้นที่ผลิตน้ำตาลสำคัญของประเทศ มรสุมที่อ่อนแออาจทำให้ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำลดลง และส่งผลให้เกษตรกรจำนวนมากลังเลที่จะปลูกอ้อยในฤดูกาลถัดไป เนื่องจากอ้อยเป็นพืชที่ต้องใช้น้ำในปริมาณมาก
ขณะที่ประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำตาลรายสำคัญของโลก ก็อาจเผชิญกับสถานการณ์ฝนที่แปรปรวนและปัญหาขาดแคลนน้ำ หากอุณหภูมิของมหาสมุทรแปซิฟิกยังคงอุ่นขึ้นผิดปกติ เพราะฉะนั้นความเสี่ยงด้านสภาพอากาศจึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่กำลังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำตาลของโลก
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น อย่างเช่นในบราซิลนั้น ที่การนำอ้อยมาผลิตนั้นสามารถผลิตได้ทั้งน้ำตาลและเอทานอล ทำให้เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น การผลิตเชื้อเพลิงเอทานอลจึงน่าสนใจกว่า
Rob Johansson ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐศาสตร์และการวิเคราะห์นโยบายของ American Sugar Alliance อธิบายว่า เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ประเทศที่ผลิตเอทานอลจากอ้อยจะมีแรงจูงใจในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพมากขึ้น และส่งออกน้ำตาลเข้าสู่ตลาดโลกน้อยลง
หากราคาน้ำมันอยู่เหนือระดับ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ประเทศอย่างบราซิล ซึ่งมีการสนับสนุนอุตสาหกรรมเอทานอลอย่างมาก อาจหันไปเพิ่มการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ และผลลัพธ์ที่จะตามมาคือ ปริมาณน้ำตาลที่เข้าสู่ตลาดโลกจะลดลง และอาจสร้างแรงกดดันให้ราคาน้ำตาลสูงขึ้น
บราซิลเพียงประเทศเดียวมีสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งของการส่งออกน้ำตาลทั่วโลก ทำให้การตัดสินใจของโรงงานในประเทศว่าจะนำอ้อยไปผลิตอะไร มีผลต่อสมดุลของตลาดโลกโดยตรง
Goldman Sachs ยังมองว่า หากผลผลิตข้าวโพดอ่อนแอลงจากภัยแล้งนั้น ก็อาจทำให้มีการนำอ้อยไปผลิตเอทานอลมากขึ้น เนื่องจากข้าวโพดเป็นวัตถุดิบสำคัญอีกชนิดหนึ่งสำหรับการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ
นั่นอาจหมายความว่า สำหรับตลาดน้ำตาลในเวลานี้ สิ่งที่นักลงทุนกำลังเดิมพัน ไม่ได้มีเพียงเรื่องของอุปสงค์และอุปทาน แต่ยังรวมถึงสภาพอากาศของโลกด้วย
เพราะเมื่อยุโรปเผชิญคลื่นความร้อน อินเดียขาดแคลนน้ำ ไทยเสี่ยงเจอฝนแปรปรวน และบราซิลต้องเลือกระหว่างผลิตน้ำตาลหรือเอทานอล สมดุลของตลาดน้ำตาลโลกจึงอาจเปลี่ยนไปได้จากหลายปัจจัยในเวลาเดียวกัน
และนั่นคือเหตุผลที่ “น้ำตาล” กำลังกลายเป็นหนึ่งในสินค้าโภคภัณฑ์ที่ร้อนแรงที่สุดของปี 2026
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney