16 ผู้บริหารแห่งยุค แนะ Do & Don't สู้สงครามการตลาด - Marketeer Online
ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน กำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ ต้นทุนธุรกิจที่สูงขึ้น และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น คำถามสำคัญของทุกแบรนด์ในปี 2569 ไม่ใช่แค่ “จะขายอะไร” แต่คือ “จะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคยังเลือกเรา”
บนเวที Marketeer No.1 Brand Thailand 2026 งานประกาศรางวัลแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ของไทย Marketeer ได้พูดคุยกับผู้บริหารจากหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อถอดแนวคิดและกลยุทธ์ในการเดินเกมธุรกิจ ผ่านมุมมอง สิ่งที่แบรนด์ “ต้องทำ” (Do) และ สิ่งที่แบรนด์ “ต้องเลี่ยง” (Don’t)
ตั้งแต่ธุรกิจการเงิน อาหารและเครื่องดื่ม เทคโนโลยี ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า พบว่าแม้แต่ละอุตสาหกรรมจะมีโจทย์แตกต่างกัน แต่สิ่งที่หลายแบรนด์เห็นตรงกัน คือ ยุคนี้ผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงสินค้า แต่ต้องการแบรนด์ที่เข้าใจชีวิต สร้างความเชื่อมั่น และส่งมอบคุณค่าที่มากกว่าการขาย
1.กรุงศรี ออโต้ ชี้เกมสินเชื่อยุคใหม่ ต้องเข้าใจลูกค้าแบบรายบุคคล ไม่ใช่แค่ “ผู้ขอสินเชื่อ”
สำหรับธุรกิจการเงินที่ต้องเผชิญกับผู้บริโภคซึ่งระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น การแข่งขันไม่ได้วัดกันแค่ดอกเบี้ยหรือโปรโมชั่น แต่คือความสามารถในการเข้าใจลูกค้า
ชญาน์ธิป พันธุ์มณี ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มองว่า ปีนี้ทุกธุรกิจยังต้องรับมือกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจ กำลังซื้อ และความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น
สำหรับธุรกิจสินเชื่อ สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนมุมมองจากการมองลูกค้าเป็นเพียง “ผู้ขอสินเชื่อ” ไปสู่การเข้าใจลูกค้าในฐานะบุคคลที่มีความต้องการและข้อจำกัดแตกต่างกัน
Do : เข้าใจลูกค้าให้ลึกกว่าเดิม สร้างประสบการณ์แบบ Personalization
ชญาน์ธิป กล่าวว่า ปัจจุบันแบรนด์ต้องเข้าใจลูกค้าเป็นรายบุคคลมากขึ้น เพราะลูกค้าแต่ละคนไม่ได้มีสถานการณ์ชีวิตเหมือนกัน แม้จะเข้ามาใช้บริการสินเชื่อประเภทเดียวกันก็ตาม
“วันนี้เราต้องเข้าใจลูกค้าเป็นรายบุคคลมากขึ้น”
แนวคิด Personalization จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการนำเสนอสินเชื่อให้ตรงกับความต้องการในวันที่ลูกค้าเข้ามาใช้บริการ แต่ต้องครอบคลุมตั้งแต่การนำเสนอเงื่อนไขที่เหมาะสม การดูแลระหว่างการผ่อนชำระ ไปจนถึงหลังจากปิดบัญชีแล้ว
เพราะในมุมของกรุงศรี ออโต้ สิ่งที่ทำให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ไม่ได้มีเพียงเรื่องโปรโมชั่นหรืออัตราดอกเบี้ย แต่คือประสบการณ์ทั้งหมดที่ได้รับตลอดเส้นทางการใช้บริการ
Don’t : อย่าสัญญาเกินจริง เพราะความเชื่อมั่นสร้างยากแต่หายเร็ว
อีกหนึ่งสิ่งที่แบรนด์ต้องระวังคือการสื่อสารเกินกว่าสิ่งที่สามารถทำได้จริง
ชญาน์ธิป มองว่า สิ่งที่แบรนด์ควรหลีกเลี่ยงคือการ Over Promise หรือการให้คำมั่นสัญญาที่มากเกินไป
“สิ่งสำคัญไม่ใช่พูดอะไรกับตลาด แต่คือทำได้จริงแค่ไหน”
ในยุคที่ผู้บริโภคมีข้อมูลมากขึ้น และเปรียบเทียบทางเลือกก่อนตัดสินใจ การสื่อสารที่เกินจริงอาจไม่ได้สร้างยอดขายในระยะยาว แต่กลับสร้างความผิดหวังและกระทบความเชื่อมั่นของแบรนด์
2. อิชิตัน เดินเกมสร้างแบรนด์ ไม่เน้นโปรโมชั่นหนัก ชี้ยุคเศรษฐกิจยากต้องให้ “คุณค่า” มากกว่า “ของแถม”
นายตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มองว่า แม้เศรษฐกิจปีนี้ยังมีความท้าทาย แต่สิ่งที่แบรนด์ควรทำไม่ใช่การแข่งขันด้วยโปรโมชั่นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องกลับมาให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ นวัตกรรม และคุณภาพสินค้า
Do : ลงทุนสร้างแบรนด์ พร้อมเติมสินค้าใหม่ให้ตลาดมีความเคลื่อนไหว
นายตัน กล่าวว่า ทิศทางของอิชิตันในช่วงครึ่งปีหลัง ยังคงเดินหน้าทำการตลาดเพื่อเสริมความแข็งแรงของแบรนด์ พร้อมพัฒนาสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง
“ปีนี้เราจะเน้นเรื่องการทำ Marketing เพื่อส่งเสริมให้แบรนด์แข็งแรงขึ้น”
นอกจากการสร้างภาพจำของแบรนด์แล้ว บริษัทยังมองว่าการมีสินค้าใหม่ออกสู่ตลาดเป็นเรื่องจำเป็น เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็วขึ้น และตลาดต้องการความสดใหม่อยู่ตลอดเวลา
ทั้งการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ การพัฒนาขนาดสินค้า รวมถึงการขยายตลาดใหม่ ยังคงเป็นแนวทางที่บริษัททำต่อเนื่องทุกปี
แม้รายละเอียดของสินค้าใหม่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ยืนยันว่าจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาอย่างแน่นอน เพื่อสร้างสีสันให้กับตลาด
Don’t : อย่าใช้โปรโมชั่นหนักในวันที่ผู้บริโภคต้องการ “กำลังใจ”
สำหรับสิ่งที่อิชิตันเลือกไม่ทำในปีนี้ คือการทุ่มโปรโมชั่นประเภทชิงโชค แจกของรางวัล หรือแคมเปญที่เน้นการกระตุ้นยอดขายระยะสั้น
นายตัน มองว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่แข็งแรง ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการเพียงโอกาสในการได้รับรางวัล แต่ต้องการสินค้าและแบรนด์ที่เข้าใจสถานการณ์ของพวกเขา
“ตอนนี้ทุกคนต้องการกำลังใจมากกว่าการไปรอลุ้นรับรางวัล”
3. DeeDo เดินหน้าสร้างแบรนด์ 360 องศา ย้ำชัด “ลดคุณภาพไม่ได้”
พัดชา นาวิกมูล ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาด บริษัท ฟู้ดสตาร์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้พร้อมดื่มแบรนด์ “ดีโด้” กล่าวว่า ปีนี้บริษัทจะเน้นการสร้างแบรนด์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้บริโภคจดจำและผูกพันกับแบรนด์มากขึ้น
Do : สร้างแบรนด์ทุกช่องทาง ให้ผู้บริโภคเจอแบรนด์ในทุกจุด
กลยุทธ์หลักของ DeeDo คือการสร้างแบรนด์แบบ 360 องศา ครอบคลุมทั้งสื่อออนไลน์ ออฟไลน์ และกิจกรรมเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง
เป้าหมายไม่ใช่เพียงทำให้ผู้บริโภครู้จักสินค้า แต่ต้องสร้างความสัมพันธ์กับแบรนด์ในระยะยาว
นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมเปิดตัวแคมเปญใหม่ โดยเน้นผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้ขนาด 1,000 มิลลิลิตร เพิ่มทางเลือกจากขนาด 450 มิลลิลิตรที่ผู้บริโภคคุ้นเคย
แนวคิดสำคัญคือการทำให้สินค้าเหมาะกับการบริโภคร่วมกันในครอบครัว หรือโอกาสต่าง ๆ มากขึ้น
Don’t : ไม่ลดคุณภาพ แม้ต้นทุนสูงขึ้น
สิ่งที่ DeeDo ยืนยันว่าจะไม่ทำ คือการลดคุณภาพสินค้าเพื่อรับมือกับต้นทุนหรือการแข่งขัน
เพราะหัวใจสำคัญของแบรนด์คือการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม
“เราไม่มีทางลดคุณภาพสินค้าแน่นอน เพราะปรัชญาขององค์กรคือ ผลิตสินค้าคุณภาพในราคาที่เหมาะสม”
4. Samsung TV ชี้แบรนด์ยุคใหม่ต้องเข้าใจผู้บริโภค ห้ามหยุดพัฒนาแม้เป็นผู้นำตลาด
ชารียา เข็มทอง ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ ธุรกิจอุปกรณ์ภาพและเสียง บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ Samsung ให้ความสำคัญในปีนี้ คือการเริ่มต้นจาก “ความเข้าใจผู้บริโภค” ก่อนพัฒนาสินค้า
เพราะวันนี้ผู้บริโภคไม่ได้ตัดสินใจซื้อจากคุณสมบัติของสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ดูว่าสินค้านั้นเข้ากับไลฟ์สไตล์และรูปแบบการใช้ชีวิตหรือไม่
ชารียา กล่าวว่า พฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันเปลี่ยนเร็วมาก ทั้งวิธีการหาข้อมูล การเปรียบเทียบสินค้า รวมถึงรูปแบบการใช้งาน
สำหรับตลาดทีวี การแข่งขันจึงไม่ได้อยู่แค่เรื่องคุณภาพของภาพหรือสเปกสินค้า แต่ต้องตอบโจทย์รูปแบบการใช้ชีวิตของผู้บริโภคด้วย
โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z ที่มีพฤติกรรมแตกต่างจากคนรุ่นก่อน Samsung จึงพัฒนาสินค้าให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์ที่สามารถเคลื่อนย้ายหรือปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ตามพื้นที่
“เราเองก็ต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับผู้บริโภค”
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนว่า แบรนด์ยุคนี้ไม่สามารถพัฒนาสินค้าจากมุมมองของตัวเองเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเริ่มจากการฟังและเข้าใจผู้บริโภค
Don’t : อย่าคิดว่าเป็นผู้นำแล้วหยุดพัฒนา
แม้ Samsung จะเป็นหนึ่งในผู้นำตลาด แต่สิ่งที่บริษัทไม่ทำคือการคิดว่าตำแหน่งผู้นำจะทำให้สามารถหยุดพัฒนาได้
คุณชารียา มองว่า ตลาดมีการแข่งขันตลอดเวลา หากแบรนด์หยุดเรียนรู้หรือหยุดปรับตัว ก็อาจเสียความได้เปรียบให้กับคู่แข่งได้
ดังนั้น การสร้างวัฒนธรรมการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งที่ Samsung ให้ความสำคัญทั้งในระดับสินค้าและทีมงาน
5. Samsung refigerator ไม่เล่นสงครามราคา ขอแข่งขันด้วย “คุณค่า” ของสินค้า
นายสารัช อักษราลิขิตสันติ ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า แนวทางของ Samsung ยังคงเน้นการแข่งขันด้วยคุณค่าของสินค้า มากกว่าการแข่งขันด้านราคา
Do : สร้าง Value ผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยี
นายสารัช กล่าวว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้ามีการแข่งขันด้านราคามากขึ้น หลายแบรนด์เลือกใช้โปรโมชั่นและการลดราคาเพื่อกระตุ้นยอดขาย
แต่ Samsung เลือกสร้างความแตกต่างผ่านเทคโนโลยี นวัตกรรม และประสบการณ์ใช้งาน
เพราะมองว่า การแข่งขันด้วยคุณค่าจะช่วยสร้างการเติบโตในระยะยาวมากกว่าการแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว
Don’t : ไม่ลงเล่นสงครามราคา
สิ่งที่ Samsung จะไม่ทำ คือการเข้าสู่การแข่งขันด้านราคา
นายสารัช มองว่า การลดราคาหนักอาจช่วยสร้างยอดขายระยะสั้น แต่ในระยะยาวอาจกระทบภาพลักษณ์แบรนด์ และทำให้ตลาดแข่งขันกันด้วยปริมาณมากกว่าคุณค่า
แม้ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าจะมีการแข่งขันรุนแรงขึ้นจากแบรนด์จีน แต่ในกลุ่มสินค้าพรีเมียม ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับคุณภาพ เทคโนโลยี และความน่าเชื่อถือ
6. True Officer ชี้โลก AI แบรนด์ต้องใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ เพราะความผิดพลาดกระจายเร็วกว่าเดิม
ฐานพล มานะวุฒิเวช หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านโฮมคอนเนคทิวิตี้ (Chief Home Connectivity Officer) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โลกการตลาดวันนี้เปลี่ยนเร็วมาก ผู้บริโภคมีความคาดหวังสูงขึ้น ขณะที่โซเชียลมีเดียทำให้ข้อมูลถูกส่งต่อภายในเวลาไม่กี่นาที
ดังนั้น สิ่งที่แบรนด์ต้องให้ความสำคัญมากขึ้น คือความเข้าใจผู้บริโภคและความถูกต้องในการสื่อสาร
Do : เข้าใจลูกค้าให้ลึก พร้อมใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ
นายฐานพล กล่าวว่า สิ่งแรกที่แบรนด์ต้องทำ คือการเข้าใจผู้บริโภคให้ลึกกว่าเดิม
เพราะวันนี้ลูกค้าไม่ได้ต้องการเพียงสินค้าและบริการที่ดี แต่ต้องการแบรนด์ที่เข้าใจบริบทชีวิต และสื่อสารกับพวกเขาได้อย่างตรงจุด
“วันนี้ผู้บริโภคมีความต้องการสูงมาก ทุกอย่างสื่อสารกันเร็วผ่านโซเชียล หากแบรนด์สื่อสารผิด หรือเข้าใจลูกค้าผิด เรื่องสามารถขยายใหญ่ได้ทันที”
อีกประเด็นสำคัญคือการใช้ AI ซึ่งแม้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แต่ต้องอยู่บนหลัก Responsible AI หรือการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ
เพราะหากใช้ AI โดยไม่มีระบบกำกับดูแล อาจกระทบทั้งความน่าเชื่อถือของแบรนด์และความไว้วางใจจากผู้บริโภค
Don’t : อย่าใช้เทคโนโลยีเพียงเพราะเป็นกระแส
สิ่งที่แบรนด์ควรหลีกเลี่ยง คือการนำ AI มาใช้โดยที่องค์กรยังไม่มีความพร้อม
โดยเฉพาะงานด้านการตลาดที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้บริโภค หากข้อมูลผิดพลาด หรือระบบสร้างเนื้อหาที่ไม่ถูกต้อง อาจสร้างผลกระทบต่อภาพลักษณ์แบรนด์ได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้น ก่อนนำเทคโนโลยีมาใช้ แบรนด์ต้องมีระบบตรวจสอบข้อมูล และมีแนวทางกำกับดูแลที่ชัดเจน
7. GATO ถอดสูตรโตยุคสินค้าใหม่ล้นตลาด “ต้องขยาย แต่ต้องไม่ทำให้คนเหนื่อย”
นายฐิติพงศ์ ผลธนะศักดิ์ Assistant Managing Director บริษัท ทวีผล ผลิตภัณฑ์ จำกัด เจ้าของแบรนด์ “กาโตะ”กล่าวว่า ปี 2569 กาโตะเดินหน้าขยายแบรนด์มากกว่าเดิม จากเดิมที่ถูกจดจำในฐานะเครื่องดื่มน้ำผลไม้ผสมวุ้นมะพร้าว
บริษัทต่อยอดไปยังสินค้าใหม่ เช่น กาโตะโซดา ชาผสมวุ้นมะพร้าว วุ้นขนาดใหญ่ และกัมมี่ ภายใต้แนวคิด “GATO Multiverse”
Do : ขยายแบรนด์ แต่ต้องรักษา DNA เดิม
กาโตะมองว่า การเติบโตในยุคนี้ แบรนด์ต้องกล้าเข้าสู่ตลาดใหม่ แต่ยังต้องรักษาคาแรกเตอร์ที่ผู้บริโภคจดจำได้
นอกจากนี้ บริษัทมีการออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยประมาณ 40-50 SKU ต่อปี เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของสินค้าใหม่ยังคงเริ่มต้นจาก “ความอร่อย”
เพราะแม้ผู้บริโภคจะสนใจสุขภาพ แต่หากสินค้าไม่อร่อย ก็ยากที่จะเกิดการซื้อซ้ำ
Don’t : อย่าออกสินค้าใหม่จนผู้บริโภคเหนื่อย
แม้ Innovation จะสำคัญ แต่การออกสินค้าใหม่มากเกินไปอาจทำให้เกิดภาวะ NPD Fatigue หรือความเหนื่อยล้าจากการเห็นสินค้าใหม่ตลอดเวลา
แบรนด์จึงต้องมีจังหวะในการสร้างความตื่นเต้น ไม่ใช่เพียงออกสินค้าใหม่เพื่อสร้างกระแส
ขณะเดียวกัน สินค้าหลักหรือ Original Product ก็ยังเป็นหัวใจสำคัญ เพราะผู้บริโภคจำนวนมากยังกลับไปหาสินค้าที่คุ้นเคย
8. CRG เปิดเกมรุกเพิ่มแบรนด์ใหม่ ลงทุน 1,400 ล้านบาท ย้ำสิ่งที่ไม่ทำคือ “สร้างความผิดหวังให้ลูกค้า”
ณัฐ วงศ์พานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) กล่าวว่า ปี 2569 บริษัทจะยังเดินหน้าสร้างการเติบโตผ่านหลายแนวทาง ทั้งการนำแบรนด์ใหม่เข้ามา การพัฒนาเมนูใหม่ การปรับปรุงร้านเดิม และการขยายสาขา
เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันเปลี่ยนเร็วขึ้น ลูกค้าไม่ได้มองหาร้านอาหารเพียงเพื่อรับประทานอาหาร แต่ต้องการประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่แตกต่าง
Do : เติมพอร์ตด้วยแบรนด์ใหม่ สร้างความหลากหลายให้ธุรกิจ
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของ CRG คือการเสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตธุรกิจผ่านแบรนด์ใหม่
โดยในปีนี้บริษัทนำแบรนด์ร้านอาหารเกาหลี “Bar.B.Q Plaza Korean BBQ” เข้ามาเปิดให้บริการที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งเป็นสาขาแรกในประเทศไทย
ณัฐ กล่าวว่า เหตุผลที่เลือกนำแบรนด์ดังกล่าวเข้ามา เนื่องจากเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงในเกาหลี และได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้บริโภค รวมถึงมีจุดแข็งด้านประสบการณ์การรับประทานอาหารแบบปิ้งย่างเกาหลี
นอกจากชื่อเสียงของแบรนด์แล้ว อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือคุณภาพอาหาร โดยมีทั้งเมนูเนื้อวัว หมู และวัตถุดิบคุณภาพสูง พร้อมบริการย่างอาหารให้กับลูกค้า เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง
หลังเปิดให้บริการ สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ได้รับการตอบรับที่ดี มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม CRG ยังคงเดินหน้ามองหาแบรนด์ใหม่เพิ่มเติม แต่ไม่ได้เร่งเปิดตัวหากยังไม่พร้อม เพราะมองว่าการนำแบรนด์เข้ามาต้องสร้างความเหมาะสมกับตลาดไทย
นอกจากการเพิ่มแบรนด์ใหม่ บริษัทยังเดินหน้าพัฒนาธุรกิจเดิมกว่า 20 แบรนด์ ทั้งการออกสินค้าใหม่ รีโนเวตร้าน และปรับประสบการณ์การให้บริการ
ลงทุน 1,400 ล้านบาท ขยายสาขา-รีโนเวตร้าน
สำหรับแผนลงทุนปี 2569 CRG วางงบประมาณไว้ประมาณ 1,400 ล้านบาท เพื่อใช้สำหรับ
- เปิดสาขาใหม่
- รีโนเวตและปรับปรุงสาขาเดิม
- พัฒนาร้านอาหารภายในเครือ
โดยงบดังกล่าวยังไม่รวมการลงทุนในรูปแบบ Joint Venture หรือการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A)
นอกจากนี้ บริษัทจะเดินหน้าทำการตลาดเพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นการเติบโตของแต่ละแบรนด์อย่างต่อเนื่อง
Don’t : อย่าทำให้ลูกค้าผิดหวัง
เมื่อถามถึงสิ่งที่ CRG จะไม่ทำในปีนี้ คุณณัฐตอบอย่างชัดเจนว่า
“สิ่งที่เราจะไม่ทำ คือทำให้ลูกค้าผิดหวัง”
สำหรับ CRG ความเชื่อมั่นของลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญ เพราะธุรกิจร้านอาหารไม่ได้แข่งขันกันเพียงครั้งเดียว แต่ต้องสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว
ดังนั้น สิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญคือการรักษามาตรฐาน ทั้งคุณภาพอาหาร การบริการ และประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับจากทุกแบรนด์ในเครือ
9. COTTO เดินหน้าสินค้าเพื่อคุณภาพชีวิต จับเทรนด์ Longevity พร้อมธุรกิจที่ต้องเติบโตอย่างยั่งยืน
นายทนงชัย อัศวินชัยโชติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท สยามซานิทารีแวร์อินดัสทรี จำกัด กล่าวว่า ปีนี้ COTTO ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะแนวโน้มเรื่องสุขภาพและการใช้ชีวิตระยะยาว
Do : พัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ชีวิต ไม่ใช่แค่ความสวยงาม
หนึ่งในเทรนด์สำคัญที่ COTTO ให้ความสนใจ คือ Longevity หรือการมีชีวิตที่ยืนยาวพร้อมคุณภาพชีวิตที่ดี
บริษัทจึงมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งกลุ่มกระเบื้อง สุขภัณฑ์ และโซลูชันสำหรับที่อยู่อาศัย ให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่สะดวก ปลอดภัย และมีสุขภาพดีขึ้น
รวมถึงการพัฒนาสินค้ากลุ่ม Smart Product โดยเฉพาะสุขภัณฑ์อัจฉริยะ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภค
นอกจากนี้ COTTO ยังให้ความสำคัญกับการทำสินค้าให้ครอบคลุมหลายระดับราคา เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกสินค้าได้ตามกำลังซื้อในช่วงเศรษฐกิจที่ยังมีความท้าทาย
Don’t : อย่าทำธุรกิจโดยมองข้ามสิ่งแวดล้อม
สิ่งที่ COTTO จะไม่ทำ คือการดำเนินธุรกิจที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
บริษัทให้ความสำคัญกับการลดการใช้พลังงาน ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต
เพราะมองว่าความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงเรื่องภาพลักษณ์องค์กร แต่เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารธุรกิจในระยะยาว
10. Siam Paragon เปลี่ยนบทบาทศูนย์การค้า จากพื้นที่ช้อปปิ้ง สู่ Community Hub ดัน Luxury Tourism
ธณพร ตันติยานนท์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจศูนย์การค้า สยามพารากอน และ ONESIAM กล่าวว่า บทบาทของศูนย์การค้าในวันนี้เปลี่ยนจากพื้นที่ซื้อสินค้า ไปสู่การเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงแบรนด์ ผู้คน วัฒนธรรม และประสบการณ์
Do : สร้าง Community ใช้ Data เข้าใจลูกค้า
Siam Paragon มุ่งสร้าง Community ให้แข็งแรงขึ้น ผ่านกิจกรรมและพื้นที่ที่ตอบโจทย์ความสนใจของผู้บริโภค
โดยเฉพาะเทรนด์ Wellness และ Longevity ที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังเตรียมจัดงาน Siam Bangkok Watch Week วันที่ 22-27 กันยายน เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายด้าน Luxury Tourism ผ่านการรวมตัวของแบรนด์นาฬิการะดับโลก นักสะสม และผู้ที่สนใจในตลาดลักชัวรี
อีกหนึ่งหัวใจสำคัญคือการใช้ Data เพื่อเข้าใจพฤติกรรมลูกค้า และนำข้อมูลมาพัฒนาประสบการณ์ให้ตรงกับความต้องการมากขึ้น
Don’t : อย่าหยุดนิ่ง เพราะผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว
สิ่งที่แบรนด์ต้องหลีกเลี่ยงคือการหยุดอยู่กับที่
ธณพร กล่าวว่า ธุรกิจศูนย์การค้าต้องปรับตัวตลอดเวลา เพราะหากไม่มีสิ่งใหม่ ก็อาจไม่สามารถสร้างเหตุผลให้ลูกค้ากลับมาได้
แม้กำลังซื้อจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคหายไป เพียงแต่รูปแบบการใช้จ่ายเปลี่ยนไป
วันนี้ลูกค้าเลือกซื้อสินค้าที่มีความหมาย มีเรื่องราว และตอบโจทย์ชีวิตมากขึ้น
“ลูกค้าไม่ได้หายไป แต่เปลี่ยน Category ในการใช้จ่าย และมี Purpose ในการใช้เงินมากขึ้น”
11. แม่ประนอมปรับเกมแบรนด์เก่า 67 ปี ใช้มาสคอตสร้างความใกล้ชิด พร้อมพัฒนาสินค้าตอบโจทย์ยุคประหยัด
ธนาภรณ์ ภาษาประเทศ ประธานกลุ่มงานการตลาดและการขาย บริษัท พิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม จำกัดกล่าวว่า ปีนี้บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคผ่าน “มาสคอต” เพื่อเพิ่มความใกล้ชิดและสร้างภาพจำใหม่ให้กับแบรนด์
หลังเปิดตัวคาแรกเตอร์ “คุณชิลี่” และ “น้องกระหลิก” บริษัทจะเดินหน้าสื่อสารให้ผู้บริโภครู้จักมากขึ้น
Do : สร้างความผูกพันมากกว่าการขายสินค้า
ธนาภรณ์ มองว่า ในยุคนี้แบรนด์ไม่สามารถแข่งขันด้วยสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างประสบการณ์และความรู้สึกเชื่อมโยงกับผู้บริโภค
มาสคอตจึงเข้ามาช่วยทำให้แบรนด์มีบุคลิก มีเรื่องราว และเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น
ขณะเดียวกัน บริษัทยังเดินหน้าพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ทั้งเรื่องขนาดสินค้า ราคา และรสชาติ
เพราะในช่วงเศรษฐกิจท้าทาย ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากขึ้น
Don’t : อย่าพัฒนาสินค้าโดยไม่เข้าใจคนซื้อ
สิ่งที่แบรนด์ต้องระวังคือการออกสินค้าโดยไม่ได้ศึกษาความต้องการของผู้บริโภค
เพราะแม้สินค้าอาหารจะเป็นสิ่งจำเป็น แต่ผู้บริโภควันนี้เลือกซื้อมากขึ้น เปรียบเทียบมากขึ้น และต้องการสินค้าที่ตอบโจทย์เงินจริง ๆ
ดังนั้น การเข้าใจลูกค้า ทั้งเรื่องขนาด ราคา และรูปแบบการใช้งาน จึงเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างการเติบโตในระยะยาว
- เศรษฐกิจบีบกำลังซื้อ CHANG HomePro แนะแบรนด์ขาย “ความคุ้มค่า” ไม่ใช่แค่บริการ
ประพล ฐานะโชติพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ที.แมน ฟาร์มาซูติคอล จำกัด (มหาชน) หรือ TMAN กล่าวว่า ตลาดสุขภาพในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีวิธีรับข้อมูลข่าวสารและการตัดสินใจซื้อแตกต่างจากเดิม
ด้วยเหตุนี้ TMAN จึงต้องปรับแนวทางการสื่อสารและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่ได้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังรักษาจุดแข็งด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพที่แบรนด์มีความเชี่ยวชาญ
Do : ใช้ Brand Friend เชื่อมต่อกับคนรุ่นใหม่
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของ TMAN คือ การเริ่มใช้ “Brand Friend” เป็นตัวแทนในการสื่อสารกับผู้บริโภค แทนการใช้พรีเซ็นเตอร์แบบเดิม
แบรนด์มองว่า Brand Friend จะช่วยสร้างความใกล้ชิดและทำให้ผู้บริโภครู้สึกเชื่อมโยงกับแบรนด์มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ซึ่งเป็นฐานลูกค้าสำคัญในอนาคต
“เรามองว่าการมี Brand Friend จะช่วยให้แบรนด์เข้าใกล้ผู้บริโภคมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เป็นโอกาสสำคัญของ TMAN”
โดย TMAN ให้ความสำคัญกับการนำ Data และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เพราะปัจจุบันผู้บริโภคมีปัจจัยในการตัดสินใจซับซ้อนมากขึ้น ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ช่องทางการสื่อสาร และการแข่งขันในตลาด ข้อมูลเชิงลึกจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้แบรนด์ปรับทั้งการสื่อสาร การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการเข้าถึงลูกค้าได้อย่างแม่นยำ
“วันนี้พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนเร็วมาก เราต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยดู Insight และปรับตัวให้เร็วขึ้น”
นอกจากนี้ TMAN ยังคงมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการดูแลเรื่องเสียง ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญหลักของบริษัท
พร้อมทั้งขยายฐานผู้บริโภคให้ครอบคลุมหลายช่วงวัยมากขึ้น เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว
Don’t : TMAN จะไม่ขยายธุรกิจออกนอกกรอบความเชี่ยวชาญ แม้จะมีโอกาสทางการตลาด
นายประพล ระบุว่า สิ่งที่ TMAN จะไม่ทำคือ การขยายธุรกิจออกนอกกรอบความเชี่ยวชาญมากเกินไป แม้อาจมีโอกาสทางการตลาดก็ตาม
การลงทุนทุกอย่างต้องสอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ และต้องสามารถสร้างคุณค่าให้กับผู้บริโภคด้านสุขภาพได้จริง
“สิ่งที่เราจะไม่ทำ คืออะไรที่หลุดจากกรอบของเราไปมาก ๆ เพราะเรายังให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ”
ขณะเดียวกัน TMAN ยังมองว่าการปรับตัวไม่ควรเป็นเพียงการวิ่งตามกระแสระยะสั้น แต่ต้องเลือกลงทุนในสิ่งที่สร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภค ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสื่อสาร และการสร้างความเชื่อมั่น โดยยังคงยึดแกนหลักของแบรนด์ด้านสุขภาพเอาไว้
“เรามองว่าการมี Brand Friend จะช่วยให้แบรนด์เข้าใกล้ผู้บริโภคมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เป็นโอกาสสำคัญของ TMAN”
- ฟ้าไทย ชูเกม “Challenge Marketing” กล้าคิดใหม่ ไม่ทำการตลาดแบบเดิม
Do : กล้าทำสิ่งใหม่ สร้างแคมเปญที่ตลาดไม่เคยเห็น
อริญชย์ เพ็งแป้น ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท เอฟ-พลัส จำกัด (ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ “ฟ้าไทย”) กล่าวว่า กลยุทธ์ของฟ้าไทยในช่วงครึ่งปีหลัง คือการ Challenge ตัวเอง ด้วยการสร้างแคมเปญใหม่ ๆ ที่แตกต่างจากเดิม เพราะมองว่าการทำการตลาดแบบเดิม แม้จะได้ผล แต่ก็มักให้ผลลัพธ์แบบเดิมเช่นกัน
แบรนด์จึงเลือกทดลองแนวคิดใหม่ แม้อาจมีทั้งสำเร็จและไม่สำเร็จ แต่เชื่อว่าทุกครั้งจะได้บทเรียนและโอกาสใหม่กลับมา
หนึ่งในแคมเปญปีนี้ คือการเข้าไปซื้อสูตรอาหารจากร้านเก่าแก่ที่กำลังปิดกิจการเพราะไม่มีผู้สืบทอด ก่อนนำสูตรมาเผยแพร่ให้ประชาชนทำอาหารเองที่บ้าน โดยไม่ได้ซื้อมาเพื่อทำธุรกิจ
แบรนด์มองว่าเป็นการรักษามรดกทางอาหาร พร้อมสะท้อนแนวคิดของฟ้าไทยในการ “ส่งต่อความสุขและความอร่อย”
อีกหนึ่งแคมเปญใหม่ คือ “ฟ้าไทยทั่ง” ที่ต่อยอดจากผลิตภัณฑ์น้ำซุปชาบูของฟ้าไทย ด้วยการเปิด Pop-up Store บนแพลตฟอร์มเดลิเวอรี แทนการจัดบูธหรือแจกชิมแบบเดิม
ผู้บริโภคสามารถสั่งเมนูพร้อมรับประทาน เช่น ชาบูน้ำดำ ซุปกระดูกหมู แจ่วฮ้อน ก๋วยเตี๋ยวเรือ และต้มยำ เพื่อทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีตั้งแต่วันแรก
Don’t : การทำการตลาดแบบเดิมซ้ำ ๆ
แม้กิจกรรมเดิมจะเคยสร้างผลลัพธ์ที่ดี แต่แบรนด์เชื่อว่า หากทำในรูปแบบเดิมต่อไป ผลลัพธ์ก็จะอยู่ในกรอบเดิมเช่นกัน จึงพยายามผลักดันทีมงานให้ท้าทายตัวเองอยู่เสมอ
ทุกครั้งที่วางแผนแคมเปญ ทีมจะตั้งคำถามว่า หากเคยทำวิธีนี้มาแล้ว ยังมีวิธีที่ดีกว่าหรือแตกต่างกว่านี้หรือไม่ เพราะเชื่อว่าการคิดนอกกรอบจะทำให้แบรนด์ค้นพบโอกาสใหม่ ๆ มากกว่าการยึดติดกับความสำเร็จในอดีต
สำหรับทีมการตลาด การได้คิดและลงมือทำสิ่งใหม่ถือเป็นแรงผลักดันสำคัญ และเป็นวัฒนธรรมการทำงานที่ต้องการรักษาไว้
14. AI คืออนาคต ASUS ประกาศเดินหน้าพัฒนาไม่หยุด
วิจิตรา หิรัญญการ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจคอนซูเมอร์ ผู้บริหารหญิงคนแรกแห่ง ASUS (ประเทศไทย) มองว่า ตลาดเทคโนโลยีในปัจจุบันแข่งขันกันมากกว่าสเปกหรือประสิทธิภาพของสินค้า เพราะผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์” ที่ได้รับจากแบรนด์มากขึ้น ดังนั้น ASUS จึงเดินหน้าพัฒนาทั้งสินค้า เทคโนโลยี และประสบการณ์การใช้งานควบคู่กัน
Do : สร้างประสบการณ์ผ่านหน้าร้าน
ASUS เดินหน้าขยาย ASUS Exclusive Store ไปยังภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัส ทดลองใช้งาน และทดสอบประสิทธิภาพของสินค้า ก่อนตัดสินใจซื้อ
แบรนด์มองว่าประสบการณ์จริงจะช่วยให้ผู้บริโภคเลือกสินค้าที่ตรงกับความต้องการของตนเองได้มากกว่าการดูข้อมูลผ่านหน้าจอเพียงอย่างเดียว
AI เป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญของ ASUS โดยบริษัทมุ่งพัฒนาเทคโนโลยี AI ให้สามารถใช้งานได้จริงในประเทศไทย และตอบโจทย์การทำงานรวมถึงการใช้ชีวิตของผู้บริโภคในอนาคต
ASUS เชื่อว่าการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่อย่างต่อเนื่อง คือหัวใจสำคัญของธุรกิจเทคโนโลยี สินค้าทุกกลุ่มจึงต้องได้รับการพัฒนาให้ทันต่อความต้องการของตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
Don’t ห้ามหยุดพัฒนาผลิตภัณฑ์
สำหรับ ASUS สิ่งที่ไม่ควรทำมีอยู่สองเรื่องสำคัญ คือ ประการแรก ห้ามหยุดพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากหยุดนิ่งก็อาจเสียความสามารถในการแข่งขันทันที
ประการที่สอง ห้ามละทิ้งการพัฒนา AI เนื่องจาก ASUS มองว่า AI ไม่ใช่เพียงกระแส แต่เป็นเทคโนโลยีหลักที่จะเข้ามามีบทบาทต่อการใช้ชีวิตและการทำงานในอนาคต จึงต้องลงทุนและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง
15. SCG เศรษฐกิจผันผวน-โลกร้อนรุนแรง แบรนด์ต้องสร้างนวัตกรรมที่คุ้มค่า
วิโรจน์ รัตนชัยสิทธิ์ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ประธานเจ้าหน้าที่สายงานพาณิชย์เอสซีจี ซิเมนต์ – ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการต้องรับมือกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่กระทบกำลังซื้อของผู้บริโภค ต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่ผันผวน และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งล้วนส่งผลต่อความต้องการของตลาด
SCG จึงมองว่าการพัฒนาสินค้าในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการตอบโจทย์ด้านคุณภาพหรือราคาเท่านั้น แต่ต้องสร้างนวัตกรรมที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค ควบคู่กับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ผลักภาระทั้งหมดไปยังลูกค้า
Do : พัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ Climate Change
SCG ให้ความสำคัญกับการออกแบบและพัฒนาสินค้าที่สามารถรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นอากาศร้อนจัด ฝนตกหนัก หรือพายุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยพัฒนานวัตกรรมด้านวัสดุก่อสร้าง เช่น ระบบหลังคาที่ได้มาตรฐานเพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาหลังคาปลิว รวมถึงผลิตภัณฑ์ CPAC Smart Cool Smooth Plus ที่ช่วยให้บ้านเย็นและอยู่อาศัยได้สบายมากขึ้น
ท่ามกลางกำลังซื้อที่ลดลง SCG เดินหน้ากลยุทธ์ Smart Value Product (SVP) ด้วยการพัฒนาสินค้าคุณภาพมาตรฐานในราคาที่เข้าถึงได้ เพื่อให้ผู้บริโภคยังสามารถเลือกใช้สินค้าที่มีคุณภาพ แม้จะต้องบริหารค่าใช้จ่ายอย่างรอบคอบ
นอกจากเรื่องคุณภาพและราคา SCG ยังมองว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น จึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยต่อการอยู่อาศัย เช่น การเลือกใช้วัสดุไฟเบอร์ซีเมนต์ทดแทนวัสดุที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เพื่อยกระดับมาตรฐานการอยู่อาศัยในระยะยาว
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือการบริหารต้นทุนภายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยลดผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบและซัพพลายเชนที่ผันผวน และลดความจำเป็นในการปรับขึ้นราคาสินค้า
Don’t : ไม่ผลิตสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค
วิโรจน์ ยืนยันว่าจะ ไม่ผลิตสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค แม้ว่าจะมีต้นทุนต่ำกว่า โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหิน ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ
ขณะเดียวกัน บริษัทจะ ไม่ผลักภาระต้นทุนทั้งหมดไปยังผู้บริโภค แต่เลือกใช้แนวทางบริหารต้นทุนและสร้างสมดุลระหว่างต้นทุนกับราคาขาย เพื่อให้ลูกค้าได้รับความคุ้มค่าสูงสุด
นอกจากนี้ SCG ยังให้ความสำคัญกับ ความปลอดภัยในการติดตั้ง โดยมองว่าหน้าที่ของแบรนด์ไม่ได้จบเพียงการจำหน่ายสินค้า แต่ต้องดูแลตั้งแต่การออกแบบ ระบบการติดตั้ง และมาตรฐานการใช้งาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในทุกขั้นตอน
16. ซีพี-เมจิ ไม่แข่งลดราคา แต่ชนะด้วยคุณภาพและความจริงใจที่ผู้บริโภคสัมผัสได้
นายอภิสิทธิ์ ธีรภาพรุ่งโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด กล่าวว่า แม้ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคจะมีการแข่งขันสูง แต่สิ่งที่ซีพี-เมจิให้ความสำคัญมากที่สุดยังคงเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ พร้อมสื่อสารกับผู้บริโภคด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง โปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว
สำหรับบริษัท “คุณภาพ” ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ และเป็นปัจจัยที่จะทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง
Do : เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ
ซีพี-เมจิยังคงลงทุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบรับเทรนด์สุขภาพ ซึ่งเป็นความต้องการสำคัญของผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นการสร้างสินค้าที่มีคุณภาพและส่งมอบประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างแท้จริง
นอกจากการพัฒนาสินค้าแล้ว การสื่อสารก็เป็นอีกหัวใจสำคัญ แบรนด์ต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องและตรงไปตรงมา เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจคุณค่าและประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่เพียงการสร้างการรับรู้ แต่ต้องสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “สิ่งสำคัญที่สุดของซีพี-เมจิคือเรื่องคุณภาพ เราต้องทำให้ผลิตภัณฑ์ของเรามีคุณภาพที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะคุณภาพเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์”
Don’t : ไม่ลดทอนคุณภาพของสินค้าเพื่อแลกกับผลลัพธ์ทางธุรกิจระยะสั้น
อภิสิทธิ์ ยืนยันว่าจะ ไม่ลดทอนคุณภาพของสินค้าเพื่อแลกกับผลลัพธ์ทางธุรกิจระยะสั้น เพราะมองว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของแบรนด์
บริษัทจึงให้ความสำคัญกับความถูกต้องของข้อมูลบนฉลากสินค้า ความโปร่งใสในการสื่อสาร และการส่งมอบคุณภาพให้เป็นไปตามที่สัญญาไว้กับผู้บริโภค
นอกจากนี้ ซีพี-เมจิยัง ไม่เลือกใช้กลยุทธ์แข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง เพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาด เพราะเชื่อว่าตลาดสินค้าเพื่อสุขภาพควรแข่งขันกันด้วยคุณภาพ นวัตกรรม และคุณค่าที่ผู้บริโภคได้รับ มากกว่าการลดราคา
ขณะเดียวกัน แบรนด์ยังให้ความสำคัญกับการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค (CPG) ที่มีการแข่งขันสูง ทั้งด้านพฤติกรรมผู้บริโภคและปัจจัยทางเศรษฐกิจ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว