Cover Image

“ดาวโจนส์” ปิดบวก 150 จุด รับอานิสงส์ SK Hynix เทรดวันแรกคึกคัก


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดปรับตัวเพิ่มขึ้นในวันศุกร์ (10 ก.ค.) ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดตลาดต่ำกว่าระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เพียงเล็กน้อย โดยได้รับแรงหนุนจากการเข้าจดทะเบียนในตลาด Nasdaq ของ บริษัท เอสเค ไฮนิกซ์ หรือ SK Hynix ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำจากเกาหลีใต้ ที่ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนอย่างร้อนแรง ซึ่งช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมผู้ผลิตชิป ในขณะที่นักลงทุนกำลังจับตาฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ที่จะเริ่มต้นขึ้นในสัปดาห์หน้า

สำหรับความเคลื่อนไหวของดัชนีหลัก ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (DJI.X) ปิดที่ 52,637.01 จุด เพิ่มขึ้น 149.60 จุด หรือ 0.29% ดัชนี S&P500 (SP500.X) ปิดที่ 7,575.39 จุด เพิ่มขึ้น 31.75 จุด หรือ 0.42% และดัชนี Nasdaq (NASDAQ.X) ปิดที่ 26,281.61 จุด เพิ่มขึ้น 74.72 จุด หรือ 0.29%

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลดลง 0.5% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้น 1.2% และดัชนี Nasdaq ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.7% โดยปัจจุบันดัชนี S&P500 เคลื่อนไหวอยู่ต่ำกว่าระดับปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ทำไว้เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. เพียง 0.45%

กระแสการลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลับมาได้รับความสนใจอย่างคึกคักอีกครั้ง หลังจาก SK Hynix ปิดการซื้อขายในวันแรกสูงกว่าราคาเสนอขายถึง 13% โดยปิดที่ระดับ 170 ดอลลาร์สหรัฐ การเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ซึ่งบริษัทสามารถระดมทุนได้มากกว่า 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ผ่านการเสนอขายใบแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ของบริษัทต่างชาติ (ADR) ที่ราคา 149 ดอลลาร์สหรัฐต่อหน่วย

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังได้รับปัจจัยบวก หลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า อิหร่านได้ร้องขอให้เดินหน้าการเจรจาต่อไป และสหรัฐฯ ได้ตอบตกลง อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงหยุดยิงที่เกิดขึ้นเมื่อเดือน มิ.ย. ได้สิ้นสุดลงแล้ว ทั้งนี้ การโจมตีตอบโต้ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในสัปดาห์นี้ ได้สร้างความกังวลว่าราคาพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูงอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นเงินเฟ้อ และอาจกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ในสัปดาห์หน้า การประกาศผลประกอบการของธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ของสหรัฐฯ จะเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูกาลรายงานงบการเงินไตรมาส 2 โดยนักวิเคราะห์จาก LSEG I/B/E/S คาดการณ์ว่า กำไรของบริษัทในกลุ่มดัชนี S&P 500 จะเติบโตถึง 24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งได้รับแรงหนุนหลักจากความแข็งแกร่งของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยี

ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปถือเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการปรับตัวขึ้นของตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI ในปีนี้ ท่ามกลางความคาดหวังว่าบริษัทผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่จะยังคงขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ความกังวลเกี่ยวกับมูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงแรงขายทำกำไร ได้ส่งผลให้หุ้นกลุ่มดังกล่าวมีความผันผวนเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา สำหรับภาพรวมรายกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่าหุ้น 8 กลุ่มจากทั้งหมด 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปรับตัวเพิ่มขึ้น นำโดยกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศที่บวก 1.65% ตามด้วยกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยที่เพิ่มขึ้น 1.46% ขณะเดียวกัน ดัชนีกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ (PHLX Semiconductor) ขยับขึ้น 0.06% ซึ่งเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน

ด้านความเคลื่อนไหวของหุ้นรายตัวที่น่าสนใจ บริษัท เมตา แพลตฟอร์มส์ หรือ META ราคาหุ้นพุ่งขึ้น 6% แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย. ในทางตรงกันข้าม บริษัท โมเดอร์นา หรือ MRNA ราคาหุ้นร่วงลงเกือบ 11% ซึ่งถือเป็นการปรับลดลงที่หนักที่สุดในรอบกว่า 1 ปี และ บริษัท เดลต้า แอร์ไลน์ หรือ DAL ราคาหุ้นปรับตัวลดลง 1.8% แม้ว่าบริษัทจะคาดการณ์แนวโน้มกำไรในไตรมาส 3 ไว้สูงกว่าที่ตลาดประเมินไว้ก็ตาม

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์หน้า ได้แก่ การเปิดเผยข้อมูลอัตราเงินเฟ้อเดือน มิ.ย. ของสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญในการชี้วัดทิศทางนโยบายการเงินของเฟด รวมไปถึงการแถลงการณ์ของนายเควิน วอร์ช ประธานเฟด ต่อคณะกรรมาธิการบริการทางการเงินของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ

Back to top button

Back To Top