โรงภาษีแห่งเจริญกรุง 130 ปี สู่ The Langham Bangkok
มีอาคารบางหลังที่แค่ยืนอยู่ก็เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ได้ทั้งหมด โรงภาษีร้อยชักสาม หรือศุลกสถาน ในตรอกโรงภาษี ซอยเจริญกรุง 36 คือหนึ่งในนั้น — อาคารสถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิกที่สร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2433 โดยสถาปนิกชาวอิตาเลียน ยืนตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยามากว่าศตวรรษ ผ่านการเป็นทั้งออฟฟิศศุลกากร ที่ทำการตำรวจน้ำ สถานีดับเพลิง และสถานที่จัดนิทรรศการ ก่อนจะเข้าสู่การบูรณะครั้งใหญ่เพื่อกลับมาในชีวิตใหม่
ภาษีร้อยชักสาม ระบบการค้าที่ฝังชื่อไว้ในอาคาร

ก่อนจะเข้าใจว่าทำไมอาคารนี้ถึงสำคัญ ต้องเข้าใจก่อนว่าชื่อ “ร้อยชักสาม” มาจากไหน
ในยุคที่สยามเปิดประเทศค้าขายกับตะวันตกตามสนธิสัญญาเบาว์ริง พ.ศ. 2398 ระบบการเก็บภาษีสินค้าขาเข้าถูกกำหนดไว้ที่อัตราสามเปอร์เซ็นต์ นั่นคือจากสินค้าทุกร้อยบาท รัฐเก็บภาษีสามบาท — ภาษีร้อยชักสาม จึงเป็นชื่อที่บอกอัตราภาษีไว้ในตัวเอง และอาคารที่ทำหน้าที่เก็บและจัดการภาษีนี้ก็ได้ชื่อตามไปด้วย
โรงภาษีแห่งเจริญกรุงแห่งนี้จึงไม่ใช่แค่ที่ทำการราชการ แต่คือหัวใจของระบบการค้าระหว่างสยามกับโลกในช่วงที่กรุงเทพฯ กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ผู้ออกแบบศุลกสถานคือ โยอาคิม กราซซี หรือ Joachim Grassi สถาปนิกชาวอิตาเลียนสัญชาติออสเตรียน-ฝรั่งเศส เกิดปี ค.ศ. 1837 ที่เมือง Capodistria (ปัจจุบันคือเมือง Koper ในสโลวีเนีย) เขาเดินทางจากเซี่ยงไฮ้มากรุงเทพฯ และในปี ค.ศ. 1870 เข้าทำงานกับบริษัท Bonneville พ่อค้าไม้สักชาวฝรั่งเศส
แต่เส้นทางของ Grassi เปลี่ยนเมื่อเขาได้รับสัญญาก่อสร้าง Concordia Club ซึ่งเป็นสโมสรชาวต่างชาติแห่งแรกในกรุงเทพฯ — นั่นคือก้าวแรกที่พาเขาสู่การเป็น “สถาปนิกชาวต่างชาติที่อยู่เบื้องหลังงานก่อสร้างแบบตะวันตกมากที่สุด” ในยุคนั้น
ราวปี ค.ศ. 1875 Grassi Brothers & Co. ก่อตั้งขึ้นร่วมกับน้องชายสองคนคือ Antonio และ Giacomo ตั้งสำนักงานริมแม่น้ำเจ้าพระยาในย่านคลองสาน ผลงานของ Grassi ในสยามครอบคลุมกว้างขวางมาก ทั้ง คองคอร์เดียคลับ, พระราชวังบางปะอิน, วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร, เรือนรับรองสถานทูตโปรตุเกส, วังบูรพาภิรมย์, วังใหม่ประทุมวัน, โรงทหารหน้า, ป้อมพระจุลจอมเกล้า, อาคารเก่าโรงเรียนอัสสัมชัญ, ตึกวิคตอเรียและตึกเสาวภาคที่ศิริราชพยาบาล, ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ รวมถึงกระทรวงกลาโหม
และแน่นอน — ศุลกสถาน หรือโรงภาษีร้อยชักสาม ที่สร้างขึ้นในราว พ.ศ. 2433
สถาปัตยกรรมที่รอดทุกยุคสมัย
ศุลกสถานเป็นอาคารสูง 3 ชั้น มีมุขกลางสูง 4 ชั้น ตั้งอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ หันหน้าออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วยอาคาร 3 หลังเชื่อมต่อกันเป็นรูปตัว I ศิลปะโรมันคลาสสิก เป็นสถาปัตยกรรมทรงนีโอคลาสสิกและสมมาตรตามวิถีของปัลลาดีโอ (Neo-Palladian)
รายละเอียดที่โดดเด่นคือกรอบประตูหน้าต่างทรงโค้ง (Arch) ทำจากไม้สักตกแต่งลายฉลุแซมด้วยงานปูนปั้น กลางอาคารเป็นโถงขนาดใหญ่ และบันไดไม้สักขนาดใหญ่ที่มีลูกมะหวดราวบันไดแสดงให้เห็นฝีมือช่างระดับสูง
ส่วนโครงสร้างนั้นน่าสนใจเป็นพิเศษ — ผนังรับน้ำหนักก่อด้วยอิฐที่มีความหนา ค่อยๆ ทอนลดหลั่นในแต่ละชั้น สะท้อนความรู้ด้านวิศวกรรมของ Grassi ที่เข้าใจว่าอาคารขนาดใหญ่ต้องออกแบบให้แบกรับน้ำหนักตัวเองได้อย่างปลอดภัยตลอดร้อยกว่าปี
ตำรวจน้ำ สถานีดับเพลิง และชีวิตที่เปลี่ยนผ่าน
หลังจากหมดบทบาทด้านศุลกากร โรงภาษีร้อยชักสาม ผ่านการใช้งานหลายรูปแบบที่คนทั่วไปไม่รู้ ทั้งที่ทำการตำรวจน้ำและสถานีดับเพลิง ซึ่งบทบาทเหล่านั้นทิ้งร่องรอยไว้ในตัวอาคาร
เมื่อ The Cloud จัด Walk with The Cloud 25 : The Custom House พาสมาชิกเข้าไปสำรวจอาคารเป็นครั้งสุดท้ายก่อนปิดปรับปรุง ผู้ร่วมทริปคนหนึ่งเล่าว่า “รอยขีดเขียนบนผนัง ร่องรอยของยุคสมัยต่างๆ ที่ทับซ้อนกัน ทุกอย่างคือชั้นของประวัติศาสตร์” และนั่นคือสิ่งที่ทำให้อาคารนี้มีคุณค่าเกินกว่าสถาปัตยกรรมเพียงอย่างเดียว
The Langham Bangkok บทใหม่บนรากของศตวรรษที่แล้ว
ในปี พ.ศ. 2561 กรมธนารักษ์และกระทรวงการคลังลงนามอนุมัติให้เอกชนเช่าพื้นที่ศุลกสถานเพื่อบูรณะและพัฒนาเป็นโรงแรมหรูระดับโลก โครงการที่เริ่มต้นขึ้นนั้นคือ The Langham Bangkok โรงแรมในเครือ Langham Hospitality Group จากฮ่องกง ซึ่งมีประวัติยาวนานตั้งแต่ ค.ศ. 1865
กระบวนการบูรณะโรงภาษีแห่งเจริญกรุงนี้ใช้เวลากว่า 6 ปี โดยมีเป้าหมายรักษาโครงสร้างและรายละเอียดสถาปัตยกรรมเดิมไว้ให้มากที่สุด ขณะเดียวกันก็เพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกระดับ 5 ดาวที่สอดคล้องกับยุคสมัย
สิ่งที่น่าสนใจคือ The Langham Bangkok จะเป็นโรงแรมที่ผู้พักจะได้ใช้ชีวิตในอาคารที่เคยต้อนรับรัชกาลที่ 5 เสด็จกลับจากยุโรป อาคารที่เคยเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศของกรุงเทพฯ และอาคารที่ Joachim Grassi ทิ้งงานฝีมือระดับสูงสุดของเขาไว้ — บริบทเหล่านั้นไม่มีโรงแรมใหม่สร้างขึ้นมาทดแทนได้