Cover Image

ชิ้นส่วนรถยนต์ผวา ‘ส.อ.ท.’ ชี้เส้นตาย 12 ต.ค. น้ำไม่ลดเสี่ยงสต็อกขาด โรงงานประกอบสะดุด เผยอุตฯเสียหายแล้ว 6 พันล้านบาท

น้ำท่วมทุบโรงงานยานยนต์อ่วม! อุตฯ ชิ้นส่วนรถยนต์เจ็บหนักสุด ลุ้นน้ำแห้งทัน 12 ต.ค. ‘ส.อ.ท.’ เผยเสี่ยงสต็อกขาด-ส่งออเดอร์ไม่ทัน ชี้ความเสียหายภาคอุตสาหกรรมเกือบ 6,000 ล้าน

รายงานข่าวระบุว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มโรงงานยานยนต์ ซึ่งเริ่มได้รับผลกระทบต่อเนื่องถึงสายการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ หลังโรงงานบางแห่งต้องหยุดการผลิตชั่วคราว ขณะที่ปัญหาการขนส่งและการเคลื่อนย้ายชิ้นส่วนเริ่มส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมยานยนต์

วันที่ 7 ต.ค. ปณิธาน ปวโรฬารวิทยา เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยหลังการประชุมภาคเอกชนร่วม 3 สถาบัน (กกร.) ว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินมูลค่าความเสียหายอุตสาหกรรมทั้งหมดได้อย่างชัดเจน เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมยังไม่สิ้นสุดและอยู่ระหว่างการสำรวจเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นผลกระทบต่อกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะโรงงานผลิตชิ้นส่วนบางแห่งที่ต้องหยุดการผลิต ส่งผลให้การส่งมอบชิ้นส่วนไปยังโรงงานประกอบรถยนต์มีความเสี่ยงล่าช้า

ทั้งนี้ ในวันที่ 12 ตุลาคม 2569 ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ต้องจับตา เพราะหากสถานการณ์น้ำท่วมยังไม่คลี่คลาย อาจเริ่มส่งผลกระทบต่อสายการผลิตรถยนต์อย่างชัดเจน เนื่องจากสต็อกชิ้นส่วนที่โรงงานประกอบมีอยู่ในปัจจุบันอาจไม่เพียงพอสำหรับการผลิตต่อเนื่อง

“ชิ้นส่วนยานยนต์เริ่มมีปัญหา ดังนั้นเราก็ประเมินว่า ถ้าเกิดว่าน้ำท่วมยังแก้ปัญหาไม่เสร็จภายในวันที่ 12 ตุลาคมนี้ จะเริ่มกระทบแล้ว เพราะตอนนี้คนประกอบยังใช้สต็อกที่มีอยู่ประกอบอยู่ แต่หากถึงวันที่ 12 น้ำไม่จบ ก็จะเริ่มมีปัญหาแล้ว”

ปณิธานกล่าวอีกว่า กลไกของภาคการผลิตในปัจจุบัน โรงงานประกอบรถยนต์ยังสามารถเดินหน้าการผลิตได้จากชิ้นส่วนที่มีอยู่ในสต็อก แต่หากโรงงานผลิตชิ้นส่วนยังไม่สามารถกลับมาดำเนินงานและส่งมอบสินค้าได้ตามปกติ ก็อาจทำให้โรงงานประกอบเผชิญ ภาวะขาดแคลนวัตถุดิบและชิ้นส่วนในระยะต่อไป

“ไลน์ผลิตจะประกอบไม่ได้เพราะว่าไม่มีของให้ประกอบ แต่ตอนนี้โรงงานประกอบยังมีชิ้นส่วนเหลืออยู่บ้างก็ค่อยๆ ทำไป ถึงวันที่ 12 ตุลาคมนี้ เท่าที่ทราบตอนนี้หลายนิคมอุตสาหกรรมน้ำเริ่มลดแล้ว ก็คิดว่าน่าจะเป็น ไปได้ที่จะจบสิ้นภายในวันที่ 12 ตุลาคมนี้ แต่ยังคงต้องนั่งลุ้นสถานการณ์ ทั้งเรื่องน้ำเหนือหนุน และฝนที่จะลงมาเติม”

สำหรับมูลค่าความเสียหายของภาคอุตสาหกรรมในภาพรวม ปณิธาน เผยว่า จากการสำรวจเมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน ความเสียหายอยู่ที่ราว 1,500 ล้านบาท ก่อนจะเพิ่มขึ้นเป็น เกือบ 6,000 ล้านบาท ในการประเมินล่าสุดของสัปดาห์นี้

โดยย้ำว่าตัวเลขดังกล่าวยังไม่ใช่ตัวเลขสุดท้าย เนื่องจากอยู่ระหว่างการติดตามและสำรวจความเสียหายเพิ่มเติม

ปณิธาน ชี้อีกว่า ผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์โดยตรง เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์มีโครงสร้าง Supply Chain ที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกับผู้ผลิตชิ้นส่วนจำนวนมาก หากชิ้นส่วนใดชิ้นส่วนหนึ่งไม่สามารถส่งมอบได้ ก็อาจกระทบต่อกระบวนการผลิตโดยรวม

“อุตสาหกรรมยานยนต์ชัดเพราะ Supply Chain มันลึก Supply Chain ของรถยนต์มีความหลากหลาย ชิ้นส่วนหนึ่งมาไม่ได้ รถยนต์มีตั้ง 20,000 กว่าชิ้น ผลิตชิ้นหนึ่งไม่ได้ ก็ไปกันหมด แต่ก็ยังดีที่เราไม่ได้ Just in Time เกินไป”

สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโรงงานอุตสาหกรรม มีการประเมินเบื้องต้นว่ามีโรงงานได้รับผลกระทบประมาณ 190 แห่งคิดเป็นมูลค่าความเสียหายราว 1,800 ล้านบาท โดย หากโรงงานสามารถกลับมาดำเนินงานได้โดยเร็ว ผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจจะไม่รุนแรงมากนัก

ด้าน พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอุตสาหกรรมยานยนต์เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมทั้งภาคเกษตร การท่องเที่ยว ภาคบริการ และภาคการผลิตอื่นๆ โดยหอการค้าไทยอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ปณิธาน ยังกล่าวถึงสถานการณ์ในพื้นที่ภาคตะวันออก และพื้นที่ EEC อีกว่า เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ถือเป็นสถานการณ์ ที่ภาคธุรกิจต้องเร่งติดตามและเตรียมรับมือ

“เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่พื้นที่ที่ภาคอุตสาหกรรมคุ้นเคยกับน้ำท่วมในระดับรุนแรง ทำให้หลายธุรกิจอาจเตรียมความพร้อมรับมือได้ไม่ทัน และจำเป็นต้องเร่งวางระบบรับมือความเสี่ยงเพื่อไม่ให้กระทบต่อการผลิตและห่วงโซ่อุปทานในระยะต่อไป”

ภาพ: PeopleImages / Shutterstock

Back To Top