"ยันฮี" ทุ่ม 100 ล้าน รุกตลาด LGBTQ+ ปั้นไทยสู่ Medical Hub เอเชีย
โรงพยาบาลยันฮี เดินหน้ารุกตลาดบริการสุขภาพสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) เต็มรูปแบบ ทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาท ในช่วงปี 2566-2570 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและศูนย์บริการเฉพาะทาง รองรับดีมานด์ผู้รับบริการจากทั่วโลก หลังตลาดเติบโตต่อเนื่อง พร้อมตั้งเป้าผลักดันประเทศไทยสู่ LGBTQ+ Medical Hub ของเอเชีย
พญ.สิรินทรา สัมฤทธิวนิชชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลยันฮี กล่าวว่า ตลาดบริการสุขภาพสำหรับกลุ่ม LGBTQ+ กำลังเป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตเร็วของอุตสาหกรรม Medical Tourism โดยเฉพาะการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพ ซึ่งปัจจุบันผู้เข้ารับบริการจากชายเป็นหญิงกว่า 74% เป็นชาวต่างชาติ ขณะที่กลุ่มหญิงเป็นชายมีสัดส่วนผู้รับบริการต่างชาติ 55% สะท้อนศักยภาพของไทยในฐานะจุดหมายด้านสุขภาพของผู้มีความหลากหลายทางเพศจากทั่วโลก
ลูกค้าหลักเดินทางมาจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยได้รับความนิยมคือความเชี่ยวชาญของแพทย์ไทย มาตรฐานการรักษา และความเปิดกว้างของสังคม ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้รับบริการจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดดังกล่าว ยันฮีได้จัดตั้ง Yanhee Support Pride Center ศูนย์ดูแลสุขภาพสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิด One Roof Service ครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต การดูแลฮอร์โมน การผ่าตัดยืนยันเพศสภาพ การปรับเสียง ไปจนถึงการติดตามผลและดูแลสุขภาพระยะยาว
“การดูแลผู้ข้ามเพศไม่ใช่เพียงการผ่าตัดครั้งเดียว แต่เป็นการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ทั้งการติดตามระดับฮอร์โมน การตรวจสุขภาพเฉพาะทาง และการดูแลด้านสุขภาพจิต ส่งผลให้ผู้รับบริการ 1 คนสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ต่อเนื่อง อีกทั้งยังเชื่อมโยงไปสู่ธุรกิจโรงแรม สายการบิน ร้านอาหาร และการท่องเที่ยว ซึ่งทำให้ Pride Economy กลายเป็นโอกาสใหม่ของเศรษฐกิจไทย”
อย่างไรก็ตาม การผลักดันไทยสู่การเป็น LGBTQ+ Medical Hub ยังต้องอาศัยการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์เฉพาะทาง การสนับสนุนงานวิจัย การปรับปรุงกฎหมายและสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
พญ.สิรินทรา กล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายของการลงทุนครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนผู้รับบริการ แต่ต้องการยกระดับมาตรฐานบริการสุขภาพของไทย และใช้จุดแข็งด้านการแพทย์ การท่องเที่ยว และความเปิดกว้างทางสังคม ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางบริการสุขภาพสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศในระดับเอเชีย