กว่าจะถึง 100 ล้าน ไม่ง่าย “เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง” เบื้องหลังรุ่นสาม เจอสารพัดปัญหา ก่อนธุรกิจโตแบบก้าวกระโดด - เส้นทางเศรษฐี
ภาพจำในอดีตของ “เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง” คือภูมิปัญญาชาวบ้านที่ตาแสวงทำให้ภรรยาใช้ เป็นอุปกรณ์ยืดเส้นคลายเส้น ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย หาซื้อได้ตามงานวัด งาน OTOP หรืองานกาชาด
แต่เมื่อ เจ – ณัฐวัฒน์ พุ่มบุญทริก หลานเขยเข้ามารับช่วงต่อปรับโฉมธุรกิจในรุ่นสาม ทำให้เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวงกลายเป็นสินค้าที่หาซื้อได้ง่ายขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์ เพิ่มสีสันและลวดลายให้ทันสมัย จนกลายเป็นไอเทมที่หลายบ้านมีติดไว้ใช้งาน
โดยในปี 2568 “เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง” สร้างรายได้ราว 73 ล้านบาท ก่อนขยับขึ้นมาแตะ 100 กว่าล้านบาทในเวลาเพียง 7 เดือนของปี 2569
ทว่า เส้นทางการเติบโตสู่รายได้หลักร้อยล้านไม่ได้เรียบง่ายและสวยหรู
เจให้สัมภาษณ์กับ “เส้นทางเศรษฐี” ถึงที่มาของการเข้ามาสานต่อธุรกิจ อุปสรรคที่ต้องเจอ รวมถึงกลยุทธ์ที่ใช้ปรับจนธุรกิจเติบโตมาถึงวันนี้
เป็นรุ่นสามไม่ง่าย เจอสารพัดอุปสรรค
เจเปิดบริษัทรับทำการตลาดให้กับแบรนด์เครื่องสำอาง สกินแคร์ และอาหารเสริมมากมาย โดยไม่มีแนวคิดรับช่วงต่อธุรกิจ เพราะมองว่าเป็นงานหนัก สินค้าชิ้นใหญ่ ค่าโลจิสติกส์สูง ปัญหาเยอะ แต่แฟนเอ่ยปากชวนมาช่วยธุรกิจของที่บ้านอยู่เป็นเดือน เจจึงตอบตกลง
สิ่งแรกที่ทำคือ “บุกตลาดออนไลน์” ด้วยประสบการณ์ที่เขามี เริ่มต้นถ่ายรูป โพสต์เฟซบุ๊ก แชร์ตามกลุ่มต่างๆ จนมีออร์เดอร์ ก่อนเปิดเพจลงโฆษณาในวันต่อมา ยังไม่ถึง 9 โมงเช้าของอีกวัน สามารถขายได้ประมาณ 50 กว่าตัว
หลังทำงานอยู่บ้านตาแสวงราว 3 เดือน เจเปลี่ยนออฟฟิศของตัวเอง และให้พนักงานทั้งหมดมาขายเก้าอี้เต็มตัว
ทว่า เส้นทางไม่ได้เรียบง่าย “ปัญหาแรก” ที่เผชิญ คือธุรกิจอยู่ในช่วง “ขาลง” จากการยิงโฆษณาต่อเนื่องหลายปี ลูกค้าเกิดความเบื่อหน่าย จนยอดขายตก ประกอบกับการใช้เงินเกินตัวก็มีส่วนให้อยู่ในจุดวิกฤต
“เป็นวัยรุ่นสร้างตัวคนหนึ่ง หาได้เท่าไหร่ใช้เท่านั้น กั๊กแค่เงินทุน ค่าโฆษณาและค่าส่งไว้ ที่เหลือเป็นกำไร เอาไปกินเที่ยว ซื้อรถ ซื้อบ้าน ไม่วางแผนการเงิน ผ่านไปสักระยะธุรกิจอยู่ในจุดขาลง ลงโฆษณามา 7-8 ปี ทุกคนเกิดความเบื่อหน่าย คนหนึ่งเห็นซ้ำ 3-4 รอบ รายได้ย่อลงแต่รายจ่าย Fixed cost เดือนละ 2 แสนบาท”
“ปัญหาที่สอง” คือ “โควิด” เจงัดกลยุทธ์กล่องสุ่มสมุนไพร กล่องสุ่มสินค้าวิสาหกิจชุมชนมาใช้ แค่ให้พอประคองตัวได้
ผ่านไปไม่เท่าไหร่ เจออีกปัญหาคือ “ถูกแย่งตัวแทน” และ “โดนยัดไส้สินค้า” ใช้ไม้มือสอง พรมมือสอง ทาสีบางๆ ขาดคุณภาพมาส่ง แม้จะให้ปรับแก้ไข 3-4 ครั้ง แต่ยังมีฟีดแบกจากลูกค้า จึงตัดสินใจผลิตเอง
หนักที่สุดคือ “เพจถูกปิด” จากการโดนรายงาน ทางแก้คือเปิดเพจใหม่ เพื่อจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าที่สั่งซื้อ และโอนเงินเรียบร้อย
หยุดทุกอย่าง ก่อนสู้ใหม่
หลังรับผิดชอบลูกค้าทั้งหมด เจหยุดทุกอย่าง เขาไม่อยากทำต่อ เพราะหลายปัญหาที่เจอทำให้เกิดความเครียด เหนื่อย ท้อแท้และจมดิ่ง เหมือนทุกอย่างที่สร้างมาพังทลายลง
หลังจากหยุดไปสามวัน เขาตัดสินใจกลับมาเริ่มใหม่หลังจากมองหน้าลูก
แต่การเริ่มใหม่ของเขา คือการไม่ทำอะไรเลย 3 เดือน ส่วนช่องทางการขายเหลือแค่บ้านส้มช่องทางเดียว ขณะที่รายจ่ายยังเดินต่อเนื่อง
“3 เดือนผมจะไม่ทำอะไร นอกจากเรียนรู้อย่างเดียว อยู่แค่หน้ามือถือหน้าจอคอมพ์ เรียนรู้การลงโฆษณา การตลาด ค่า KPI บัญชี การเงิน ภาษี และโมเดลธุรกิจ เราไม่รับใครแล้วก็ต้องผลิตเอง เรียนรู้ชนิดไม้ อุปกรณ์ตัดไม้ การตัดไม้ การประกอบไม้ แล้วลองทำ
รถขายหมด เหลือกระบะคันเก่าอายุ 10 กว่าปี ขับไปหาซื้อไม้คนเดียว หากระป๋องสีมาวาง เอาไม้วางแล้วฝึกตัด ไม่ได้เป็นช่างเลย เบี้ยวบ้างไม่เบี้ยวบ้าง โชคดีเอกสารของตาแสวง พิมพ์เขียวอยู่ทั้งหมดอยู่กับเรา ก็ดูตามแบบที่มี ควรตัดไม้กี่เซ็น หนาเท่าไหร่ องศาถึงถูกต้องและมีมาตรฐาน
ปล่อยสินค้าไหลในบ้านส้มและเริ่มกลับมายิงโฆษณาเฟซบุ๊ก วันที่เริ่มครบ 3 เดือนก็โทรคุยกับแม่หาเงินทุนให้หน่อย ครั้งแรกที่ผมทำเก้าอี้ตาแสวง ที่มีรถ มีบ้าน ทุกสิ่งทุกอย่าง ใช้ชีวิตสุขสบาย เราลงทุนศูนย์บาท พอเริ่มใหม่ เริ่มด้วยเงิน 2 หมื่น ที่เราไปยืมเขามา
จริงๆ ระหว่างทางที่ล้มอยู่ 3 เดือน และก่อนหน้านั้นที่ธุรกิจเริ่มย่อลง เป็นหนี้นอกระบบเยอะมาก ยืมมาหมุนโปะ โดนโทร.ตาม โดนด่า โดนว่าค่อนข้างเยอะ จนนั่งร้องไห้กับตัวเอง สิ่งเดียวที่ทำได้คือใช้ความเป็นลูกผู้ชายไปคุย ยกมือไหว้ ไล่คุยกับทุกเจ้า เจ้าไหนคุยได้ วันหนึ่งคุณเดือดร้อนผมจะช่วย เจ้าไหนคุยไม่ได้ หมดหนี้ก็คือหมดกรรมกัน คิดแค่นี้ จนเคลียร์ตัวเองได้” เจเล่าเสริม
เจจัดตารางการทำงาน วันจันทร์ตัดไม้ วันอังคารประกอบ วันพุธติดบานพับ วันพฤหัสบดีเก็บรอยต่อ วันศุกร์ทาสี วันเสาร์ยิงพรม
“ทำคนเดียว เลยต้องวันละตำแหน่ง วันละแผนก 9 โมงเช้า ถึงบ่าย 3 ทุกๆ ชั่วโมง ผมต้องเข้ามาที่เพจ ตอบแชทลูกค้า หลังบ่าย 3 มานั่งแพ็กใส่กล่อง ขนส่งมารับ ตกเย็นนั่งประกอบกล่องต่อ เสร็จไปอาบน้ำให้สดชื่น แล้วมานั่งเรียนรู้ ผมจะทำงานหนักแค่ไหนก็ตาม จะต้องมีเวลาเรียนรู้งาน ตกดึกนั่งเคลือบคู่มือ 6-7 โมงเช้าส่งลูก 8 โมงพรินต์รายชื่อ 9 โมงทำเก้าอี้”
กิจวัตรของเจวนเวียนอยู่แบบนี้เดือนกว่า ก่อนรับพนักงานมาช่วยงานรวมเป็น 4 คน แต่ด้วยโรงงานตั้งอยู่ใกล้หมู่บ้าน ทำให้รบกวนเพื่อนบ้าน ด้วยความผิดเจจึงขอโทษและหาที่ตั้งโรงงานใหม่ในบ้านร้าง ห่างไกลหมู่บ้าน ปรากฏว่า ไฟไหม้จากการเผาเศษและขยะเศษไม้หลังเคลียร์พื้นที่ ซึ่งไหม้ไปถึงโรงงานรถตู้ใกล้เคียง เพราะเขี่ยขี้เถาไปบริเวณถังเคมีทำให้เกิดระเบิด
เติบโตก้าวกระโดด
กระทั่งได้ที่ตั้งโรงงานใหม่ เป็นโกดังขนาดใหญ่ ซึ่งเจ้าของโกดังเมตตาให้จ่ายเงินก่อน 5 พัน และให้เข้ามาอยู่ก่อนหนึ่งเดือน เพราะเห็นว่ามีเงินติดตัวอยู่แค่นั้น
“แม่ๆ ก็บอกมันใหญ่เกินตัวไปไหม แต่สิ่งเดียวที่ผมตอบทุกคนก็คือ เดี๋ยวมันก็เล็กและไม่พอ เรามีประสบการณ์แล้ว เจ็บมาแล้ว จมไปในโคลนเรียบร้อย เราพร้อมในระดับหนึ่งแล้วเดี๋ยวจะขึ้น ระหว่างที่อยู่ได้เดือนนิดๆ ต้องจ่ายมัดจำ 9 หมื่น
ทำๆ ทั้งวันทั้งคืน ขายๆ เริ่มทำไม่ไหว ก็รับพนักงานออฟฟิศเพิ่ม ถอยตัวเองไปดูโฆษณา ภาพรวมมากขึ้น รับคนมาแผนกละคนเป็น 11 คน รู้สึกว่ามีสองทางเลือก จะทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ หรือโตกว่าเดิม ก็เลยอัดโฆษณาเพิ่ม วันละ 3 หมื่น โพสต์เฟซบุ๊กรับสมัครพนักงาน มากันเป็นร้อยคน ทั้งคนไทยและต่างชาติ รับหมด
ให้ลูกค้าโอน แล้วแถมของ ได้เงินสดมาจ่ายเงินพนักงาน ไลน์ผลิตเริ่มเพิ่มขึ้น พัฒนาคุณภาพพร้อมกันโดยตั้งมาตรฐานเก่าของสมัยตา ของสมัยที่ทุกคนทำมาส่งเป็นฐาน หน้าที่เราคือต้องทำให้เท่าเขาหรือดีกว่า ทุกวันนี้มาตรฐานเราดีกว่าค่อนข้างสูง เพราะไม้มีใบรับรอง สี พรม ทุกอย่างสั่งผลิตจากซัพพลายเออร์ ก็ค่อยๆ เติบโตขึ้น”
ถึงปัจจุบันขยายไปถึง 4 โรงงาน พนักงาน 200 ชีวิต กำลังการผลิต 30,000-40,000 ตัวต่อเดือน งบการตลาดเดือนละ 5 ล้านบาท
“ของในสต๊อกมีไม่เกิน 2-3 พันตัว และจะสต๊อกไม่เกิน 1 อาทิตย์ ผมไม่ชอบเห็นของกอง ไม่ชอบเห็นเงินผมกองอยู่กับพื้น หน้าที่ผมแค่เปลี่ยนจากของเป็นเงินให้เร็วที่สุด”
โดยสร้างรายได้ราว 73 ล้านในปี 2568 และแตะ 100 กว่าล้านบาทในเวลาเพียง 7 เดือนของปี 2569 ภายใต้บริษัท เก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง จำกัด
“ทุกวันนี้เราใช้กระแสเงินสด เป็นเงินที่ลูกค้าอุดหนุน สนับสนุนซื้อเก้าอี้ตาแสวง ทุกวันนี้โตได้เพราะเงินของลูกค้า ยังไม่ได้ใช้เงินแบงก์ ไม่มีนายทุน เราเติบโตด้วยขาของเราเอง ถ้าคุณมี Cashflow ที่ดี มีการบริหารจัดการการเงินที่ดี คุณทำทุกอย่างถูกต้อง เสียภาษีถูกต้อง คุณจะสบายใจ” เจเล่าเสริม
กลยุทธ์ความสำเร็จเก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวง
จากเดิมที่ออกแค่สื่อโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ นิตยสารในรุ่นตาแสวง เจพาแบรนด์เติบโตบนออนไลน์ ทั้งการอัดงบการตลาด ยิงโฆษณา พร้อมใช้กลยุทธ์ CEO Branding ปั้นคอนเทนต์ลงช่องของตัวเอง โดยไม่หวังพึ่งสื่อคนอื่นมากเกินไป ต้องคุมเกมการตลาดเองให้ได้ หากโชคดีมีดารา คนดัง รายการทีวีมาถ่าย นั่นถือเป็นโบนัส
อีกทั้งสินค้าที่ได้มาตรฐาน การปรับภาพลักษณ์ให้ดูทันสมัยผ่านสีสันต่างๆ คู่มือการใช้งานที่ได้หมอมาช่วยออกแบบท่าทาง ก็ทำให้สินค้าถูกบอกปากต่อปาก จนเก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวงกลายเป็นของใช้ประจำบ้านของหลายๆ คน
และเขายังได้ขยายไลน์สินค้า เช่น ยาดมสมุนไพร และสินค้างานไม้ที่เป็นวิสาหกิจชุมชน เป็นโอกาสสร้างรายได้เพิ่ม เพราะสินค้าหลักอย่างเก้าอี้มหัศจรรย์ตาแสวงมีอายุการใช้งานยาวนาน ลูกค้าไม่ได้กลับมาซื้อซ้ำได้ง่ายๆ
“เก้าอี้ตาแสวงอาจจะย่อลง คนเริ่มเบื่อหน่ายกับโฆษณา ทุกคนเริ่มมีกันหมดแล้ว กว่าจะกลับมาซื้อใหม่ก็อีก 4-5 ปี หรือคนที่เห็นเราตอนนี้เขายังไม่ซื้อหรอก อายุเพิ่ง 23 24 25 ปี เริ่มทำงานออฟฟิศ แต่อีกสัก 4-5 ปี เรามาทำตลาดใหม่ อายุ 28 29 30 31 ปี เขาต้องใช้” เจกล่าวทิ้งท้าย
Tags
Related Posts
กรุงเทพฯ ยังมีที่พักเล็กๆ อีกหลายแห่งที่ไม่ได้มีดีแค่ราคาน่ารัก เพราะแต่ละที่ยังมีเรื่องราวและแนวคิดที่แตกต่างกันไป บางแห่งใส่ใจสิ่งแวดล้อม บางแห่งช่วยฟื้นชีวิตให้ชุมชน ขณะที่บางแห่งหยิบความทรงจำของครอบครัวมาต่อยอดเป็นที่พัก ชวนรู้จัก 5 โฮสเทลและโฮมเทลน่าพักในกรุงเทพฯ ที่น่าจะถูกใจใครหลายคน The Yard Hostel – ย่านอารีย์ เดอะยาร์ด โฮสเทล ที่พักย่านอารีย์เปิดมายาวนาน 11 ปี ความโดดเด่นของที่พักแห่งนี้คือการใส่ใจสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การเลือกโครงสร้างนำตู้คอนเทนเนอร์เก่ามาปรับเป็นห้องพัก มีจุดแยกขยะ จุดเติมน้ำฟรีเพื่อลดการใช้ขวดพลาสติก และไม่เสิร์ฟอาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ แต่เสิร์ฟเป็นเซ็ต เพราะไม่อยากให้เกิด Food Waste ในเซ็ตเมนูประกอบด้วย โยเกิร์ต แยมทำเอง เพราะอยากลดการใช้ Single-use plastic ส่วนกาแฟใช้ของละเลียด คาเฟ่ในย่านเดียวกัน หากเป็น The Yard สาขาเชียงใหม่ จะใช้ของอาข่า อ่ามา (Akha Ama) เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นให้โตไปด้วยกัน พร้อมดูแลลูกค้าเป็นอย่างดี เหมือนมานอนบ้านเพื่อน บ้านญาติ มีพื้นที่กลางแจ้งให้ผ่อนคลาย และเดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า นอกจากนี้ทางโฮสเทลยังทำโครงการ Rest for
18 กันยายน 2569
ธุรกิจที่น่ากังวลอาจไม่ใช่ธุรกิจที่กำลังขายไม่ได้ แต่อาจเป็นธุรกิจที่ยังขายได้ ยังมีลูกค้า ยังมีรายได้ เพียงแต่ต้องใช้เงิน ใช้เวลา และใช้แรงมากขึ้น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เท่าเดิม ยอดขายจึงอาจเป็นตัวเลขที่ทำให้เจ้าของธุรกิจสบายใจ ทั้งที่ข้างใต้กำลังเกิดอีกเรื่องหนึ่งขึ้นเงียบๆ กำไรบางลง เงินสดเหลือน้อยลง ต้องซื้อยอดแพงขึ้น เจ้าของเหนื่อยขึ้น และธุรกิจมีทางเลือกน้อยลง นี่อาจเป็นภาวะ “ตกชั้น” โดยที่ยอดขายยังไม่ตกเลยก็ได้ ข้อมูลของ Krungthai COMPASS ที่ศึกษาธุรกิจ SMEs กว่า 160,000 รายใน 6 อุตสาหกรรมย้อนหลัง 15 ปี สะท้อนภาพที่น่าคิดว่า ความสามารถในการทำกำไรของ SMEs ไทยถดถอยลงในเกือบทุกกลุ่มธุรกิจ และบริษัทกว่าครึ่งมีสถานะทางธุรกิจแย่ลงจากเมื่อ 15 ปีก่อน คำถามสำหรับ SME วันนี้จึงอาจไม่ใช่เพียง “ขายได้เท่าไร” แต่ต้องถามต่อว่า “ยอดขายนั้นทำให้ธุรกิจแข็งแรงขึ้นจริงหรือไม่” ลองเช็กจาก 5 สัญญาณนี้ 1. ยอดขายโต แต่พอคิด “ต้นทุนจริง” แล้ว กำไรแทบไม่โต ยอดขาย 1 ล้านบาทไม่เท่ากันทุกธุรกิจ ถ้าต้องแลกมาด้วยส่วนลด ค่าโฆษณา ค่าขนส่ง ค่าแพลตฟอร์ม ค่าคอมมิชชั่น หรือโปรโมชั่นที่แรงขึ้นต่อเนื่อง รายได้ที่เพิ่มขึ
18 กันยายน 2569
นามปากกา: เด็กหอ (ปางบุญ สุทธิวงษ์) เมื่อนึกถึง “ปากคลองตลาด” สิ่งแรกที่เรามักจะนึกถึงตอนนี้คงเป็นเทรนด์ถ่ายรูปคู่กับช่อดอกบัว หรือสถานที่สำหรับไปเดินเลือกซื้อดอกไม้เพื่อนำมามอบให้กับคนพิเศษ และประดับงานอีเวนต์ แต่ล่าสุด พส.ไทยได้ปลุกเทรนด์ใหม่อย่าง “มาลัยเกล้าผม” แฟชั่นสุดชิค ที่หยิบเอาภูมิปัญญาไทยสุดประณีตมาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องประดับกันอีกครั้ง ก่อนจะไปถ่ายรูปตามโลเคชันย่านเก่าแก่จนกลายเป็นกระแสตามโซเชียล จนสาวๆ และอินฟลูแห่ไปทำตามกันอย่างล้นหลาม “พวงมาลัย” ความงามที่เคยเป็นแค่ดอกไม้สำหรับไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ พวงมาลัย คืองานฝีมือที่ถูกรังสรรค์ด้วยการร้อยกลีบดอกไม้และใบไม้ธรรมดาให้กลายเป็นงานศิลปะ จนเกิดเป็นความงามที่แสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของความเป็นไทย ที่ถึงแม้จะดูเรียบง่ายแต่กลับเต็มไปด้วยความสร้างสรรค์อันงดงาม เพราะฉะนั้นไวรัลของ “มาลัยเกล้าผม” กลับทำให้พวงมาลัยธรรมดาๆ กลายเป็นเครื่องประดับที่ไม่ว่าเจเนอเรชันไหนๆ ก็ต้องหยิบเอามาใส่เป็นแอกเซสซอรีคู่กาย กระแสดังกล่าวยังทำหน้าที่เหมือนกับสะพานเชื่อมที่ชวนให้ทุกคนกลับมาเดินปากคลองตลาดอีกครั้ง เพื่อช่วยกระจายรายได้ และสนับสนุนฝีมือแ
18 กันยายน 2569
ในยุคปัจจุบันความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับความซับซ้อนที่มากขึ้น จนทำให้รูปแบบการค้าปลีกและการทำธุรกิจแบบเดิมๆ ไม่เพียงพออีกต่อไป การเข้ามาของระบบ AI จึงกลายมาเป็นหัวใจสำคัญในการพลิกโฉมธุรกิจให้สามารถตอบสนองลูกค้าได้อย่างแม่นยำ และรวดเร็วมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายนี้ “Wonder AI” จึงได้พัฒนาระบบ AI ที่จะมาช่วยยกระดับธุรกิจค้าปลีกแบบเดิมให้กลายเป็น Smart AI Retail ที่สามารถเข้าใจและตอบสนองต่อพฤติกรรมของลูกค้าได้ด้วยข้อมูล นายวรกฤต ชัยสถาพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วันเดอร์ เอไอ จำกัด ผู้ให้บริการระบบวันเดอร์ เอไอ (Wonder AI) เผยว่า Wonder AI จะเปลี่ยนกล้อง CCTV ที่ใช้สำหรับการรักษาความปลอดภัยให้กลายมาเป็นดวงตาของ “AI store manager” (ผู้ช่วยผู้จัดการร้านอัจฉริยะ) ซึ่งระบบจะทำงานร่วมกับชิปที่ฝังอยู่ในกล้องวงจรปิด เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลภาพจากกล้องแบบเรียลไทม์ ช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าได้อย่างแม่นยำ เช่น ความสนใจในสินค้า และผลตอบรับต่อโปรโมชัน ตลอดจนช่วยวิเคราะห์ประสิทธิภาพการดำเนินงานภายในร้านได้อย่างรวดเร็ว
18 กันยายน 2569
เรื่องราวของ “หลิน – ชนิดา, ลิลลี่ – นิศารัตน์ และ กุ๊กกิ๊ก – เสาวลักษณ์ จึงเจริญชัยศักดิ์” สามพี่น้องผู้ก่อตั้ง “LUCK” แบรนด์ที่มองเห็น Pain Point ของ “ผ้าขนหนู” ของใช้ใกล้ตัวที่เราใช้กันทุกวัน แต่เมื่อใช้ซ้ำและปล่อยให้ชื้นนานๆ ก็อาจกลายเป็นแหล่งสะสมแบคทีเรียโดยไม่รู้ตัว จึงเกิดเป็นไอเดียสร้างแบรนด์ผ้าขนหนูที่ไม่ได้ขายแค่การซับน้ำหรือความนุ่ม แต่เติมนวัตกรรม “IntelliTime” ช่วยบอกอายุการใช้งานให้ผู้ใช้รู้ว่าควรเปลี่ยนผ้าขนหนูเมื่อไร กุ๊กกิ๊กให้สัมภาษณ์กับ “เส้นทางเศรษฐี” ถึงการสร้างแบรนด์สินค้าที่พยายามทำให้ “ของใช้ธรรมดา” มีคุณค่ามากกว่าเดิม จุดเริ่มต้นแบรนด์ LUCK ก่อนมาปั้นแบรนด์ LUCK สามพี่น้องแยกย้ายไปศึกษาต่อในด้านต่างๆ พี่สาวคนโตเรียนด้านการตลาด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พี่คนกลางเรียนนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และน้องสาวคนเล็กเรียน การเงิน วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล จากนั้นได้แยกย้ายกันไปหาประสบการณ์และเรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น โดยพี่คนโตทำงานในบริษัทใหญ่ พี่คนกลางทำงานด้าน AE และคนเล็กทำงานธนาคาร การได้เห็นคุณพ่อคุณแม่ทำงานและสร้างธุรกิจมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ทั้งสามค
18 กันยายน 2569
ผู้เขียน : คัคน ญานะวงศ์ษา หลายคนอาจมองว่า “ปลาดุก” เป็นแค่เมนูธรรมดา แต่สำหรับบางคนกลับมองเห็นโอกาสในการ “ต่อยอด” วัตถุดิบใกล้ตัว ให้กลายเป็นธุรกิจที่ “สร้างรายได้” และมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสพูดคุยกับ “คุณฮิม” หรือ วิทวัส เสน่ห์จันทร์ วัย 36 ปี แม้เขาจะทำงานประจำอยู่ในสายงานครีเอทีฟและไดเรกเตอร์มานานกว่า 12 ปี แต่ยังหันมาสร้างธุรกิจส่วนตัวร่วมกับครอบครัว โดยหยิบปลาดุกมาเลาะก้างจนกลายเป็นธุรกิจในชื่อ “Dukdik ปลาดุกไร้ก้าง” ร้านย่านบางบัวทองที่กำลังเป็นไวรัล เพราะสามารถตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และลูกค้าที่อยากกินปลาดุกแบบสะดวกมากขึ้น จนสามารถสร้างรายได้วันละ 20,000 บาท ชวนครอบครัวมาสร้างธุรกิจ “ปลาดุกไร้ก้าง” คุณฮิมได้ไอเดียปลาดุกไร้ก้างมาจากร้านอาหารสไตล์อิซากายะแนวอีสาน หลังได้ลองกินจนเกิดความประทับใจเพราะไม่มีก้างมาคอยกวนใจคนชอบกินปลาดุกอย่างเขา จึงได้เก็บไอเดียนี้มาพัฒนาเป็นโปรเจ็กต์ เขาใช้เวลาทดลองและพัฒนาสินค้าด้วยตัวเองมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทั้งการแร่ปลา การเอาก้างออก รวมถึงการพัฒนาวิธีทำให้เนื้อปลายังคงความสดและไม่มีกลิ่นคาว แม้ในตอนนั้นจะยั
18 กันยายน 2569