ชีวิตหลังแต่งงานของ อะตอม ชนกันต์ ที่เลิกหลงทาง บ้าออกกำลังกาย และทำอัลบั้มเต็ม ในรอบ 10 ปี
หากใครเป็นแฟนเพลงของ อะตอม-ชนกันต์ รัตนอุดม คงตื่นเต้นกับ exit อัลบั้มเต็มชุดที่ 2 ในรอบ 10 ปีของเขา โดยก่อนจะได้ฟังครบทั้งอัลบั้ม ตอนนี้อะตอมปล่อย 3 เพลงแรกออกมาให้ฟังแล้ว ทั้ง oasis (feat. D Gerrard), don’t hide (feat.GALCHANIE) และ ข้างเธอ (feat. Pod)
ช่วงเวลา 10 ปีในฐานะศิลปิน อะตอมค้นพบว่าตัวเองเปลี่ยนไปจากวันที่ออกอัลบั้มแรก วัตถุดิบอย่างความเสียใจจากเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวังของตัวเองซึ่งเขาเคยใช้มันมาแต่งเพลง วันนี้เขากลับรู้สึกต่างออกไป และยอมรับว่าเขาไม่ได้เป็นอะตอมคนเก่าที่นั่งเศร้าอีกต่อไปแล้ว อัลบั้ม exit จึงเป็นเหมือนกระจกสะท้อนตัวตนของเขาในปัจจุบัน ทั้งการยอมรับความเปลี่ยนแปลง และเปิดรับสิ่งใหม่ที่ไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งครั้งนี้ยังเป็นการทำงานที่ต่างไปจากเดิม เมื่อเขาเลือกออกจากเซฟโซน เปิดพื้นที่ให้ศิลปินอีกหลายคนเข้ามาร่วมสร้างสรรค์ผลงานด้วยกัน
คนที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงของชีวิตอะตอมคือภรรยา โดยเขาเล่าว่าการแต่งงานทำให้เรียนรู้ที่จะเชื่อใจคนอื่นและทำงานร่วมกับผู้คนได้ดีขึ้น ในขณะเดียวกันชีวิตหลังแต่งงานก็เปลี่ยนวิธีมองโลก และให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวและใช้เงินเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ร่วมกัน 
ด้านสุขภาพทุกวันนี้เมื่อนึกถึงอะตอมก็ต้องมีภาพเขาออกกำลังกายปรากฏขึ้นมาในหัว เพราะเขาหันมาดูแลตัวเองจริงจัง เลิกปาร์ตี้ และแม้จะเริ่มออกวิ่งเพราะอยากกำจัดความอึดอัดใจ แต่ตอนนี้เขากลายเป็น ‘คนบ้าออกกำลังกาย’ อย่างที่เขานิยามตัวเอง กระทั่งลงแข่งวิ่งมาราธอนอีกด้วย
The Momentum ชวนอะตอมพูดคุยถึงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่การหันกลับมาดูแลร่างกาย ชีวิตคู่กับภรรยา ไปจนถึง exit อัลบั้มที่เขาเลือกก้าวออกจาก Comfort Zone ยอมรับตัวตนใหม่ของตัวเอง และเปิดใจทำงานร่วมกับศิลปินคนอื่นซึ่งตัวตนเก่าไม่เคยทำมาก่อน
จากวิ่งเพราะอึดอัดใจ สู่คนที่บ้าออกกำลังกาย
ทุกวันนี้หลายคนคุ้นชินภาพอะตอมกับการออกกำลังกาย การวิ่ง และ Hyrox จุดเริ่มต้นมาจากอะไร
เกิดความอึดอัดในใจ กว่าจะเดินทางมาถึงการทำอัลบั้มใหม่ เราก็มีความหงุดหงิด อึดอัดกับตัวเองอยู่ในใจ ทำงานมาหลายปีแล้ว แต่หาไม่เจอสักทีว่าตอนนี้เราเป็นอะไร เราจะทำงานแบบไหนออกมา เพราะในช่วง 3-4 ปีแรกสำเร็จมากๆ แล้วก็มีช่วงที่สำเร็จน้อยลง
เราต้องต่อสู้กับความคาดหวังที่มีกับตัวเองพอสมควร อย่างทำไมเพลงนี้คนไม่รู้จักเท่าแต่ก่อน แล้วเราต้องอยู่ตรงไหนในตลาด เรารู้สึกว่าหรือจะหมดยุคของเราไปแล้ว มีความไม่เชื่อตัวเองขึ้นมา
พอมันตัน เบื่อ อึดอัด เลยไปวิ่ง ออกกำลังกาย จะได้เอาขยะอารมณ์พวกนี้ออกไป พอทำแล้วเวิร์ก ในแง่ที่เราเคลียร์ความคิด ขยะอารมณ์ออกไปได้ เริ่มกลับมาเขียนเพลงดีขึ้น
การออกกำลังกายให้อะไรกับเราบ้าง
ช่วงที่ตันๆ ตื้อๆ ก็กินดื่มปาร์ตี้อยู่ในวงสังสรรค์ ไม่ดูแลตัวเอง ร่างกายไม่ดีก็คิดไม่ออก พอหยุดดื่มเหล้า หยุดปาร์ตี้ สุขภาพดีมันก็คิดอะไรออก กลับมาเขียนเพลงโฟลวขึ้น เชื่อไหมว่าไปออกกำลังกายแล้วกลับมาอาบน้ำที่บ้าน ได้เพลงทุกวัน มาเรื่อยๆ ใช้ได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ได้เขียนอะไรใหม่ทุกวัน เลยกลายเป็นความอิน แล้วเลยเถิดมาถึงปัจจุบัน ก็บ้ากำลังในปีที่ผ่านมา 
สมมติถ้าไม่ออกกำลังกาย คิดว่าชีวิตเราจะเป็นอย่างไร
ป่วย คิดว่าต้องป่วยเป็นอะไรสักอย่าง เพราะดื่มหนักมาก
จุดสำคัญในเรื่องสุขภาพ การเลิกดื่มสำคัญสุด เห็นผลมาก ในวันที่ยังสนุกกับการปาร์ตี้ กินดื่ม รู้สึกว่าไม่มีทางเลยที่คนอย่างเราจะหยุดดื่มได้ แต่พอทำได้แล้วออกกำลังกาย ร่างกายเปลี่ยนไป ดีขึ้นจริงๆ
อะตอม กับ Hyrox
เริ่มตั้งแต่ยังไม่แมสขนาดนี้ พี่สาวเป็นคนชวน เขาชอบหาอะไรพวกนี้เล่น เลยไปแข่งคู่กัน ทีแรกก็เล่นๆ เป็นกิจกรรมที่จะได้ทำกับพี่ เพราะว่าเราทำงานคนละสาย วันธรรมดาไม่ค่อยได้เจอกัน ก็หาอะไรทำด้วยกัน ตอนนี้ก็แข่งมา 3 รอบแล้ว หาความท้าทายใหม่ๆ ให้ตัวเอง แก้เบื่อด้วย
นอกจาก Hyrox ตอนต้นปี ไปแข่งมาราธอนมาครั้งแรก ปีนี้ได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำเยอะมาก เลยสะท้อนออกมาในอัลบั้มด้วยว่ามันคือชีวิตจริงของเรา นอกจากเลิกปาร์ตี้แล้วไปเริ่มวิ่ง พอวิ่งก็ชอบ ชอบก็ไปแข่งฟูลมาราธอน 42 กิโลเมตร ที่เกียวโต ญี่ปุ่น แล้วก็ลดหุ่นด้วย
บางคนรู้สึกว่า 40 กิโลเมตร ไม่ไหว เบื่อ ทรมาน ซึ่งเราไม่เถียงว่า แต่เราอยากไปให้รู้ ให้มันจบกับใจว่าไปลองมาแล้วเป็นยังไง 
เวลาวิ่งอะตอมฟังเพลงไหม แล้วฟังเพลงอะไร
ต้องฟัง ตอนซ้อมมาราธอน ถ้าไม่มีเพลงแย่แน่นอน ถ้าวิ่งเร็วต้องเพลงเมทัล กลับไปฟังเพลงสมัยเด็ก เป็นวงดาร์กๆ ที่ไม่ได้ฟังเป็น 10 กว่าปี ต้องมีเพลย์ลิสต์ อย่างจังหวะ 180 BPM จะเปิดยาวๆ ช่วยเราในเรื่องการวิ่ง พอวิ่งกับเพลงพวกนี้ก็เป็นการทำสมาธิอีกแบบหนึ่ง
วันนี้มีคำว่า Longevity ซึ่งทุกคนชอบพูดกัน คำนี้มีความหมายกับอะตอมอย่างไร
คือความยั่งยืนในแง่ของสุขภาพ สำหรับเราอะไรก็ตามถ้าทำไม่ได้ทุกวัน อย่าไปเริ่ม ถ้ารู้สึกว่าโหด หรือสุดโต่งจนทำได้เป็นครั้งคราว เราว่าหากิจวัตรที่ทำได้ทุกวันดีกว่า
ถ้าอยากจะวิ่งทุกวัน วิ่งวันละ 3-5 กิโลเมตร ก็ได้ ถ้าเราทำได้ทุกวัน เท่ากับว่าเราไม่ได้หยุดวิ่งเลย แล้วเราวิ่งได้ทั้งปี กินอาหารที่ไม่คลีนมากจนฝืดคอ ลองหาเมนูที่สมดุล Healthy มากขึ้น แต่เราอยากกลับไปกินมันบ่อยๆ Longevity สำหรับเราประมาณนี้ 

ประสบการณ์หรือโมเมนต์ที่ทำให้รู้สึกมีความสุข อิ่มเอมใจเวลาออกกำลังกายหรือออกไปวิ่งด้วยกันกับภรรยา
เขาไม่ได้เป็นคนสุดโต่งแบบเรา เขาจะค่อยๆ เริ่มทีละน้อย อย่างเราจะลุยเต็มที่ เราต้องรู้ให้จริง ต้องไปซ้อมให้จริง ต้องไปแข่ง คนละแบบกันเลย ช่วงแรกๆ ก็บังคับเขา แต่บางทีมันไม่ไหว ต้องเริ่มเลเวลที่เขาไปไหว เราจะชวนออกกำลังตลอด ล่าสุดพาไปลงแข่ง 10 กิโลเมตร จบมาได้เวลาที่ตัวเองอยากได้
ทุกวันนี้ออกกำลังด้วยกัน เวทเทรนนิงก็ไปด้วยกัน จะแยกกันวิ่ง เพราะวิ่งเร็วไม่เท่ากัน แต่ก็อยู่ในสวน กลับมาเจอกันตอนวิ่งเสร็จ กลับบ้านด้วยกัน ชวนกันทำอาหาร ก่อนหน้านี้เขาก็จะทำอาหารให้เรา เราอยากกินคลีนขนาดไหนก็จะทำให้ แล้วเขาก็เริ่มกินคลีนตาม
ถ้าแฟนเราเป็นอย่างไร เราก็จะเป็นอย่างนั้น ไม่ว่าเรากิจกรรมอะไร หรือความคิดเราเป็นแบบไหน สุดท้ายเราก็จะพากันไปในทางนั้น การออกกำลังพาเราไปอยู่ในจุดที่ดี พอสุขภาพจิตใจเราดีตาม เรื่องรูปร่างด้วย พอต่างคนต่างมีความมั่นใจกับตัวเองมากขึ้น เราก็จะซัพพอร์ตอีกคนให้มีความมั่นใจในตัวเองเหมือนกัน ค่อยๆ เป็นโมเมนตัมผลักกันไปให้เป็นคนที่ดีขึ้น
ชีวิตคู่สอนให้ลดกำแพง และสนุกกับโลกมากขึ้น 
อะตอมก่อนแต่งงานกับหลังแต่งงาน มีตัวตน นิสัยด้านไหนที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง
เปลี่ยนเยอะนะ (เน้นย้ำ) คิดว่าเอาแต่ใจน้อยลง เพราะต้องแบ่งปันชีวิตกับคนอีกคน ได้รู้ตัวเองว่าที่ผ่านเรางี่เง่า เอาแต่ใจขนาดนี้เลยเหรอ เพราะตอนเป็นแฟนกับตอนแต่งงานมันไม่เหมือนกัน พอต้องมาอยู่บ้านเดียวกัน ได้เรียนรู้อะไรเยอะ ทั้งเรื่องการปล่อยวาง ให้อภัยกัน หรือเรื่องคำพูด ดูแลกันในเรื่องจิตใจก็สำคัญ ต้องใจเย็นลง
แล้วเราว่าเราทำงานร่วมกับคนอื่นได้ดีขึ้น เมื่อก่อนฉายเดี่ยว ทำได้เองทุกอย่าง ไม่ค่อยเชื่อใจ ไม่ไว้ให้ใครช่วยทำอะไร สุดท้ายแล้วพอแต่งงาน อยู่ในความสัมพันธ์ที่มีภรรยาเป็นพาร์ตเนอร์ ทำให้เราเริ่มทำงานร่วมกับคนอื่นได้ดีขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว เราเริ่มไว้ใจคนอื่นมากขึ้น ให้เขาทำนั่นทำนี่ในพาร์ตของเขา
อย่างหนึ่งที่คิดว่าเปลี่ยนไปเยอะ คือเราต้องไว้ใจอีกคน เพราะว่าถ้าแต่งงานเราไม่ไว้ใจกัน มันแย่ ถ้าได้ฟังอัลบั้มแรกจะรู้ว่าก่อนหน้านี้เราไม่ไว้ใจคนเลย ปิดตัว ไม่ยอมให้ตัวเองต้องเจ็บอีก จุดหนึ่งเราเคยมีกำแพงสูงมาก เพราะมีประสบการณ์ความสัมพันธ์ที่เจ็บปวดตอนวัยรุ่น ก็จะไม่ให้ใครเข้ามาใกล้มาก เข้ามาได้ระดับหนึ่งก็จะดันออก ซึ่งการที่จะแต่งงาน สร้างความสัมพันธ์ครอบครัว ต้องยอมลดกำแพงลง ถามว่ามันมีโอกาสที่เราจะเจ็บไหม ก็มี แต่ถ้าเราไม่ให้โอกาสใครเข้ามาใกล้เราก่อน มันก็จะไม่ได้เกิดความสัมพันธ์แรก ก็ต้องยอมเสี่ยง อยากรักก็ต้องเสี่ยง (หัวเราะ) 
หลังจากแต่งงาน ใช้เงินไปกับอะไรมากที่สุด
ใช้กับการเที่ยว เที่ยวเยอะมาก ส่วนตัวไม่ใช่คนสะสมของราคาแพง อย่างรถหรู นาฬิกา หรือว่ากินหรูมากๆ แล้วเมื่อก่อนไม่ค่อยใช้เงิน ทำงานอย่างเดียวแล้วเก็บเงินไว้ โดยที่ไม่รู้จักเอาไปหาความสุขให้กับตัวเอง
ตั้งแต่แต่งงานมา เสียดายเงินกับการเที่ยวน้อยลง พอเราเจอคนที่เราอยู่ด้วยแล้วมีความสุข การเที่ยวก็สนุกขึ้นมาอีกแบบหนึ่ง มันไม่เหมือนไปเที่ยวกับเพื่อน ไม่เหมือนไปเที่ยวคนเดียว เหมือนเราออกไปสนุกกับโลกนี้ด้วยกัน
ระหว่าง 4-5 ปีนี้ เราเห็นคนที่จากเราไปก่อนวัยอันควรในหน้าข่าวเยอะมาก เราก็คิดว่าถ้าสมมติตายเดือนหน้าแล้วเก็บเงินไว้ทำไม ก็เอาไปเที่ยวให้มีความสุขก่อน ไม่ได้ถึงกับว่าไม่วางแผนอนาคตนะ แต่ถ้าเที่ยวแล้วไม่เดือดร้อนใน 1-2 ปีข้างหน้า เงินไม่ได้หมดเกลี้ยง ก็ไปบ้าง
เริ่มเห็นคุณค่าของการเที่ยวมากขึ้น สำหรับเราสุดท้ายก่อนตายเราคงไม่เสียดาย ถ้าชีวิตมีประสบการณ์มาเยอะแล้ว

ทริปท่องเที่ยวของสามีภรรยาคู่นี้เป็นแบบไหน
ช่วงนี้พี่ชอบไปพิพิธภัณฑ์ กับชอบไปธรรมชาติที่ต้องเดินทางออกไปไกลหน่อย โจทย์คือไปที่ที่ไม่เคยไป แล้วก็คงจะค่อยๆ ไกลออกไปเรื่อยๆ คงจะใช้เงินมากขึ้นเรื่อยๆ ไปดูอะไรแปลกๆ ที่ไม่เคยเห็น อย่างทริปล่าสุดที่ไปที่ได้ไปโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก ก็เป็นเมืองดีไซน์ แล้วก็ได้ไปปารีส ฝรั่งเศส
เที่ยวแบบผู้ใหญ่สำหรับเราคือเที่ยวแบบใช้เงิน ยกตัวอย่างเมื่อก่อน สมมติเที่ยวในญี่ปุ่น ต้องคิดว่านั่งรถไฟไปดีไหม หรือว่าร้านนี้แพง เรายังไม่เข้าดีกว่า คำนวณเรื่องค่าใช้จ่ายตลอดเวลา
ซึ่งตอนนี้เราเน้นสบายเป็นหลัก อันไหนพอจ่ายได้ เราก็จ่าย สมมตินั่ง Uber ที่ยุโรปราคา 1,000 บาท เมื่อก่อนคงไม่ยอมจ่าย แต่ตอนนี้เริ่มคิดถึงความสุข ความสบายที่เราจะได้ บางครั้งเราก็ยอมจ่าย อย่างที่บอกว่าชีวิตมันไม่แน่นอน ถ้าวันนี้ใช้แล้วมีความสุข แล้วไม่ได้เดือดร้อนก็โอเค
เนื่องจากช่วงนี้ The Momentum ได้สัมภาษณ์ 2 ครอบครัวที่มีลูกคือ จูนจูน-พัชชา พูนพิริยะ กับมอร์-วสุพล เกรียงประภากิจ เมื่อมีโอกาสได้คุยกับอะตอม จึงอยากทราบว่ามีแพลนมีลูกหรือไม่
ก่อนหน้านี้คงบอกว่าไม่มีเลย แต่ตอนนี้เริ่มคิดเผื่อไว้ว่าวันหนึ่งอาจจะอยากมี เพราะก็มีพวกโปรแกรมฝากไข่ เหมือนเป็นตัวเลือกให้เรา เผื่อในอนาคตอยากมี แต่ไม่ได้ทำไว้ จะลำบาก
ซึ่งตั้งแต่เป็นแฟนกัน จนแต่งงานกับภรรยา ไม่เคยคิดจะมี ยังมองไม่เห็นภาพตัวเองมีลูก แต่ยอมรับว่าตัวเราเองวันนี้กับเวลาที่ผ่านมาก็คิดไม่เหมือนกัน ความคิดเราจะยังเปลี่ยนไปอีก พิจารณามากขึ้นกับเรื่องนี้ ยังมีโอกาส
exit: No More One-Man Show
การออกอัลบั้มเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 10 ปี มีความรู้สึกพิเศษ หรือแตกต่างกับการออก EP อย่างไร เพราะความจริงแล้วอะตอมก็มีเพลงออกมาให้ฟังเรื่อยๆ เกือบทุกปี
อยากทำอัลบั้มเต็มมาตลอด คิดว่าช่วยทำให้ภาพของศิลปินแต่ละคนชัดขึ้น ถ้าเราทำอัลบั้มเต็มเหมือนเป็นบันทึกตัวตนช่วงนั้นของศิลปิน แต่ด้วยโอกาส เวลา มันยังไม่ได้ หรือเพลงเราไม่ได้เยอะพอ บางช่วงก็จะออกเป็นอีพี หรือซิงเกิลไป
สำหรับเราการได้ทำอัลบั้มเต็มเป็นเรื่องสำคัญมากๆ เราคิดว่าเราเล่าเรื่องลงไปได้อย่างครบถ้วน แล้วก็บอกตัวตน หรือสิ่งที่เราคิดในปัจจุบันได้เต็มที่มากกว่า
ชื่ออัลบั้ม exit แปลว่าทางออก แล้วอัลบั้มนี้สื่อถึงการออก หรือละทิ้งจากสิ่งใดหรือไม่
exit พูดถึงการออกจากคนเดิม ออกจากร่างเดิม ออกจากความคิดเดิมที่เราเคยเป็น
ตอนออกอัลบั้มแรกเมื่อ 10 ปีที่แล้ว อายุประมาณอายุ 24-25 ปี เราก็เป็นอีกคนหนึ่ง ผ่านมา 10 ปีเราตกผลึกหลายอย่าง รวมถึงตัวตนเราเปลี่ยนไปแล้ว แต่ที่ผ่านมาอาจจะไม่ได้ยอมรับกับมันเต็มที่ หรือว่าเป็นเราเองที่พยายามจะกลับไปเป็นคนแบบเดิม สำเร็จให้ได้แบบเดิม เขียนเพลงให้เศร้าได้เท่าเดิม ซึ่งเราค้นพบว่า จริงๆ มันเปลี่ยนไปแล้ว คนเราเปลี่ยนตลอดเวลา เราโตขึ้น แล้วความคิดเราก็เปลี่ยนไป และเราก็ไม่ได้เป็นคนที่เศร้าขนาดนั้นแล้ว 
ความต่างของเพลงในอัลบั้มแรก กับอัลบั้มล่าสุด
ตอนอัลบั้มแรกจะเป็นอกหักแบบเจ็บปวด โทษตัวเอง ทำร้ายตัวเอง หรือขอให้คนอื่นมารัก ซึ่งเป็นเรื่องจริงในอายุเท่านั้น อัลบั้มแรกที่เรารู้จักกันเป็นอัลบั้มที่แทบจะเขียนชีวิตวัยรุ่นตัวเองลงไปตั้งแต่ช่วงมัธยมปลายถึงมหาลัย
ระหว่างทางเราไม่ได้ทำอัลบั้มเต็มเลย 10 ปีที่ผ่านมา รู้สึกว่าปีนี้เราจบกับตัวเองหลายเรื่อง แล้วเราทิ้งอะไรที่ไม่ใช่ตัวเราไว้ข้างหลังหมดเลย ตัดสินใจแล้วว่าเราไม่ใช่คนเดิมแล้ว พร้อมจะไปสู่สิ่งใหม่ที่เปลี่ยนไปแล้ว
อาจจะเป็นคนที่มองโลกแง่บวกขึ้น รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร รู้ว่าเราคือใคร และอะไรที่ไม่ใช่เรา เลยเป็นที่มาของอัลบั้ม exit ออกจากห้องเดิมที่เรามีความสับสนหาตัวเองไม่เจอ เปิดออกมาสู่ความมั่นใจ มีความสุข ยอมรับตัวเองในเวอร์ชันปัจจุบัน
สังเกตว่าช่วงหนึ่งปกอัลบั้มในแพลตฟอร์มสตรีมมิง ถูกเปลี่ยนเป็นภาพอะตอมยืนหันหลัง จุดนี้ต้องการสื่อถึงคอนเซปต์ของอัลบั้ม exit อย่างไร
เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่บอกว่าเราไม่ใช่ร่างเดิม ไม่ใช่คนเดิมแล้ว ทุกคนที่อยู่ในปกอัลบั้มเดิม สำหรับเรามันเป็นคนในอดีตที่หันหลังเพื่อเดินไปสู่เรื่องใหม่ เราไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว เลยเริ่มเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ให้สะท้อน เปลี่ยนให้คนถาม ให้คนเห็นว่ามีความเปลี่ยนแปลง ถ้าถามว่าอะตอมในปกเหล่านั้นหันหลังไปเพราะอะไร มันหันหลังเพื่อจะเดินไปหาทางออกใหม่ 
วิธีเขียนเพลงในอัลบั้มนี้ แตกต่างจากที่ผ่านมาหรือไม่
อัลบั้มนี้เป็นอะตอมในเฉดสีใหม่ สำหรับเราเมื่อก่อนคือสีที่สดกว่านี้ อันนี้สีอาจจะดรอปลงมาเป็นอ่อนลง อาจจะเป็นสีน้ำตาลของไม้ สีเทาของปูน ที่เรารู้สึกว่าธรรมชาติมากขึ้น มินิมอลมากขึ้น เหมือนเดินเข้าไปในคาเฟ่ที่เฟอร์นิเจอร์ดูเรียบง่าย แต่สีสวย ทุกอย่างคม ถูกจัดวางมาดีขึ้น
ซึ่งในแนวดนตรี ความเป็นโซล อาร์แอนด์บี ยังคงเป็นแนวดนตรีที่เราชอบอยู่ แต่ถูกเรียบเรียงให้โมเดิร์นขึ้นแบบเห็นได้ชัด
รวมถึงเนื้อเพลงที่เขียนเป็นแง่บวกขึ้น เป็นผู้ใหญ่กว่าเดิม อาจจะเป็นงานที่ย่อยง่าย ในแง่ของการเล่าเรื่องที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา
ในแง่การทำงาน อัลบั้มนี้ Featuring เยอะมาก อย่างที่บอกว่าเราออกจากตัวเองร่างเดิมมา ซึ่งร่างเดิมเราไม่ยุ่งกับใครเลย แทบจะน้อยมาก อัลบั้มนี้เราเลยเหมือนเก็บกดหรือว่าอะไรไม่รู้ ในอัลบั้มมี 11 เพลง Featuring ไปแล้ว 7 เพลง ถือว่าสะใจคนทำด้วย แล้วก็เป็นโบนัสให้คนฟังด้วย
เพลง oasis ถูกปล่อยออกมาเป็นเพลงแรกของอัลบั้ม exit มีที่มาอย่างไร
oasis ทำให้คนเห็นความเปลี่ยนแปลงในเรื่องดนตรีก่อนเลย ดนตรีเปลี่ยนอย่างที่บอกว่าธีมอัลบั้มมันเป็นการทิ้งของเก่า ออกจากคอมฟอร์ตโซน เพลงนี้ก็จะเป็นตัวแทนในเรื่องซาวนด์ดนตรีที่เปลี่ยนไป จะเป็นซินธิไซเซอร์ มีความซินธ์ป็อบ เป็นลูป ฟังแล้วชิล ให้ความรู้สึกดี ไม่เหมือนเพลงเราที่ต้องไปดึงให้มันเศร้าเหมือนเมื่อก่อน
เนื้อหาพูดถึงเรื่องความรักในแบบที่คนโตแล้วเป็น สุดท้ายแล้วเราไม่ได้ต้องการคนที่สวยที่สุด คนที่ฮอตที่สุด สำหรับชีวิตเราในตอนนี้ หลังจากแต่งงานแล้วรู้สึกว่าเราอยู่กับใครแล้วเราสบายใจ เราก็อยากจะอยู่ตรงนั้น อยู่โดยไม่ต้องเปลี่ยนตัวเองให้เขามาชอบ อยู่เพราะเข้าใจกัน อาจจะดูเรียบง่ายธรรมดากว่าความรักในแบบหนุ่มสาวที่ผ่านมา แต่ก็เป็นความรักที่มีความสุข แล้วก็รู้สึกว่าเรามีเซฟโซนของตัวเอง
เหตุผลที่เลือก ‘D Gerrard’ มาสร้างสีสันในเพลง oasis
ดนตรีตอนต้นจะมีซินธิไซเซอร์ วนลูปไปเรื่อยๆ เราขึ้นเพลงท่อนแรกมาได้จนถึงท่อนฮุค แล้วก็จะมีท่อนหลังฮุคที่เรารู้สึกว่าถ้ามีใครมาช่วยแรปกวนๆ สักหน่อยในเพลงนี้ มันฟังดูดีมากเลย ทีแรกนึกถึงการแรปแบบเร็กเก้หน่อย ก็นึกไปว่าเรารู้จักใครที่มาร้องแบบนี้ได้บ้าง บิ๊ก (D-Gerrard) ก็เป็นตัวเลือกแรกๆ ที่โผล่ขึ้นมา ก็พุ่งไปที่บิ๊กเลย เพราะว่าชอบบิ๊กมาก สไตล์การร้องมีเอกลักษณ์ ร้องเก่ง เขียนเนื้อเก่ง เป็นคนครีเอทีฟ ในเพลงบิ๊กเองเราจะเห็นลูกบ้า เวลาเขาใส่นั่นใส่นี่เข้าไป 
เพลง don’t hide มีที่มาอย่างไร
เพลงที่ 2 don’t hide เราเขียนเพลงมาแล้วรู้สึกว่าอยากได้ยินเสียงผู้หญิงที่ต้องเป็นคนร้องอาร์แอนด์บี เก่งๆ แล้วเราก็ฟังน้องแป้ง GALCHANIE ได้ดูคลิปสั้นๆ เขาร้องเพลงเพราะมาก อยากได้เสียงแบบนี้มาอยู่ในเพลง เข้ามาช่วยเล่าเรื่องนี้
เป็นเพลงเกี่ยวกับคนที่รักกันมานานมากๆ แล้วถึงจุดอิ่มตัว แต่ไม่มีใครกล้าบอกเลิกกันสักที เพราะว่าคนบอกเลิกมักจะเป็นคนผิด ซึ่งความเป็นจริงมันไม่มีใครผิด จะเป็นเรื่องของการสื่อสารกันระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง
เพลงข้างเธอ ที่ได้ ป๊อด-ธนชัย อุชชิน มาร้องด้วยกัน
เพลงที่ 3 เพลงข้างเธอ เป็นเพลงไฮไลต์ของอัลบั้มนี้ ได้พี่ป๊อด Moderndog มาช่วยเล่าเรื่อง เป็นเพลงที่ให้กำลังใจคนฟัง ซึ่งเป็นเสียงแห่งความอบอุ่นที่เราฟังกันมานาน เรารู้สึกว่าแต่ก่อนฟังเพลง BOYdPOD กับพี่บอย โกสิยพงษ์ จะรู้สึกว่าเป็นเสียงที่ขลัง กำลังใจเราได้
เราว่าโลกเดี๋ยวนี้มันเครียด และภาระที่คนหนึ่งต้องแบกรับทางจิตใจมันหนัก บางทีเป็นเรื่องที่เราไม่อยากบอกใคร หรือบอกไปแล้วก็ไม่เข้าใจเรา เราก็เลือกที่จะแบกมันไว้ ทั้งเรื่องงาน เรื่องแฟน เรื่องเพื่อน แล้วสุดท้ายมันกลายเป็นความโดดเดี่ยวท่ามกลางผู้คน คือเราอาจจะยังเจอเพื่อน เจอทุกคนอยู่ในชีวิตนะ แต่รู้สึกโดดเดี่ยวข้างใน
เราเลยอยากเป็นคนหนึ่งที่อยู่เป็นเพื่อนคนฟัง เขาไม่ได้อยู่ลำพัง บางครั้งอ่อนแอได้ เราไม่เป็นไร เรายังไหวอยู่ แต่ถ้าข้างในถ้าไม่ไหวก็หยุดพัก แล้วก็ดูแลตัวเองบ้าง ไม่ต้องไปแข็งแรงให้คนอื่นเห็นอย่างเดียว 
มีเพลงไหนอัลบั้มที่มีที่น่าสนใจอีกบ้าง
ถ้าเป็นเพลงที่ร้องคนเดียวในอัลบั้ม เพลงที่เราชอบมากจะเป็นเพลงจำลองสถานการณ์ว่า สมมติเราเลิกกับคนๆ นี้ไปนานสักพักแล้ว แต่เรายังคิดถึงเขาอยู่ทุกวัน แล้วบังเอิญวันหนึ่ง เดินเข้าซอยแล้วคนที่เดินสวนมาคือเขากับแฟนใหม่ เราจะทำยังไง
เป็นเพลงที่อธิบายความทรมานในซอยแคบๆ นั้น เป็นเรื่องที่เกิดจากข้างในของเรา ตอนเขียนอินมาก เป็นสถานการณ์ที่เราไม่ได้เจอจริงๆ หรอก แต่อยู่ในหัวเรา เป็นเหตุการณ์สมมติเล่าออกมาเป็นเหมือนเป็นหนังเรื่องหนึ่ง
อย่างที่ทราบว่าอัลบั้มแรกของอะตอม คือความเจ็บปวดจากชีวิตรักที่เราเผชิญด้วยตนเอง แต่พอเป็นอัลบั้ม 2 ดูเหมือนเป็นภาพสถานการณ์ที่เราสร้างในหัว เกี่ยวไหมว่าเป็นเพราะตอนนี้เราไม่ได้อกหักแล้ว
ขณะที่เราเขียนมันคือความรู้สึกแบบที่เราเคยเป็นจริงๆ ความรู้สึกคงเหมือนเราได้อ่านไดอารี่ตัวเอง ไม่ใช่ว่าเราเล่าเรื่องที่เราไม่เคยเจอ เป็นเรื่องที่เราเคยเจอ แต่ว่าวิธีการถ่ายทอดเพลงอาจจะไม่เหมือนเมื่อก่อน เพราะว่าตอนนั้นที่ใช้ชีวิตยังไง เราเขียนไปเลย แทบจะเขียนเพลงให้คนๆ นั้นโดยเฉพาะ
แต่ทุกวันนี้ก็เป็นการคิดอีกชั้นหนึ่ง เหมือนย้อนมองดูตัวเองในวันเก่าๆ แล้วเข้าใจมันอีกแบบหนึ่ง แล้วก็โตขึ้น จบกับใจมากขึ้น ไม่ได้ไปทรมานกับมันแบบนั้นแล้ว มุมมองที่เราสะท้อนออกมา ถามว่าเศร้าไหม ก็เศร้า แต่มันเศร้าแบบมีทางออก มีทางจบ
สุดท้ายแล้วโจทย์ของทั้งอัลบั้ม exit คือการกลับมารักตัวเองให้มากกว่ารักคนอื่น หรือสุดท้ายแล้วถ้าเรารักตัวเองมากพอ ก็จะไม่มีใครมาทำอะไรเราได้ 
เนื่องจากอะตอมเลือกปล่อยเพลง oasis ออกมาแล้ว เนื้อหาค่อนข้างโรแมนติกมาก อยากถามว่า สมมติว่าถ้าวันนี้อะตอมยังไม่ได้เจอโอเอซิสของตัวเอง คิดว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร
คิดว่ายังหลงทางอยู่
คนฟังก็ได้เห็นตัวอย่างความสัมพันธ์ในชีวิตเราผ่านเพลงมาตลอด เพราะเราเขียนแต่ความจริง จะมีแบบเพลง Please เพลงทางของฝุ่น ช่วงปาร์ตี้เที่ยวเล่นบ่อยจะเป็นเพลงหนึ่งคืน ก็ดูเซ็กซี่ น่าค้นหาดีในตอนนั้น
แต่สำหรับเราที่ใช้ชีวิตแบบนั้น มันบั่นทอนตัวเองทางใจ ทั้งเรื่องความเหงา ความโดดเดี่ยว และรู้สึกว่าถ้าเราไม่ได้กลับมาจริงจังกับความรักอีกครั้งหนึ่ง ก็จะไม่เกิดการรักตัวเองแบบนี้ขึ้น ความรักปัจจุบันช่วยให้เราเติบโตในแง่ของความสัมพันธ์ที่ Healthy ขึ้น
จินตนาการออกไหมว่าอะตอมในอีก 10 ปี ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
ยากเลย เพราะ 10 ปีที่แล้ว ถ้าถามคำถามนี้ก็คงจะไม่รู้เหมือนกัน แต่คิดว่าคงเป็น 10 ปีที่หลงทางน้อยกว่าเดิม พอรู้ว่าตัวเองอยากทำอะไรแล้ว หรือว่าเราเป็นคนแบบไหน เราก็จะกล้าพูด กล้าทำในสิ่งที่เราเชื่อมากขึ้น แล้วมันจะไม่ค่อยหลงทาง
อย่างน้อยคงหลงทางน้อยกว่า 10 ปีที่ผ่านมาแน่นอน แล้วเราคงเป็นคนกล้าปฏิเสธสิ่งที่เรารู้ว่ามันไม่ใช่เรามากขึ้น เพราะฉะนั้น เราก็จะเสียเวลากับเรื่องพวกนี้น้อยลง
และคงเป็น 10 ปีที่ได้เริ่มสร้างคนใหม่ๆ ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นศิลปินรุ่นน้อง รุ่นลูก ก่อนหน้านี้รู้สึกว่าไม่สนใจจะทำ แต่พอผ่านเวลามาถึงจุดนี้ก็รู้สึกว่าไม่มีประโยชน์ถ้าเราจะเก็บความรู้หรือความชอบของเราไว้กับตัวเอง อาจจะถึงเวลาถ่ายทอดให้คนที่เด็กกว่าเรา
อัลบั้ม exit ยังมีอีกหลายเพลงที่ยังไม่ได้ปล่อยออกมา สามารถติดตามได้ทางโซเชียลฯ ของ Atom Chanakan และ White Music
Tags: Atom Chanakan, Atom, atomexit, ชนกันต์ รัตนอุดม, White Music, อะตอม ชนกันต์, The Frame