Cover Image

เมื่อบัญชีหุ้น ต้นเหตุหมดสิทธิ์ ‘บัตรคนจน’ ทั้งที่การลงทุนเริ่มต้นด้วยเงินหลัก 10 บาท


หลายคนอาจแปลกใจเมื่อรู้ว่า เกาหลีใต้มีประชากรเพียงประมาณ 52 ล้านคน แต่มีบัญชีซื้อขายหุ้นมากกว่า 102 ล้านบัญชี หรือเฉลี่ยแล้วมากกว่า 2 บัญชีต่อประชากร 1 คน ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าคนเกาหลีทุกคนเป็นนักลงทุนมืออาชีพ หรือทุกคนร่ำรวยมหาศาล แต่สะท้อนให้เห็นว่าสังคมเกาหลีมองการลงทุนเป็นเรื่องปกติของการบริหารเงินในชีวิตประจำวัน

เด็กที่ยังไม่มีรายได้อาจมีบัญชีที่ผู้ปกครองเปิดไว้เพื่อออมเงิน ผู้ใหญ่หลายคนมีหลายบัญชีเพื่อแยกวัตถุประสงค์การลงทุน บางบัญชีลงทุนระยะยาว บางบัญชีไว้ลงทุนต่างประเทศ หรือใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี

สำหรับคนเกาหลี การมีบัญชีหุ้นจึงไม่ใช่สัญลักษณ์ของความร่ำรวย แต่เป็นเครื่องมือในการวางแผนอนาคต

ในทางกลับกัน หากมองมายังประเทศไทย จะพบภาพที่แตกต่างออกไป

หนึ่งในเงื่อนไขของโครงการสวัสดิการแห่งรัฐที่ผ่านมา คือ ผู้ที่มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์หรือมีสินทรัพย์บางประเภท อาจถูกใช้เป็นหนึ่งในเกณฑ์ประกอบการพิจารณาสิทธิ แนวคิดเบื้องหลังอาจเกิดจากความตั้งใจที่จะคัดกรองผู้มีฐานะดีกว่าออกจากระบบ เพื่อให้งบประมาณไปถึงผู้ที่จำเป็นจริง

แต่คำถามที่น่าสนใจคือ การมีบัญชีหุ้น เท่ากับเป็นคนรวยจริงหรือ?

ปัจจุบันการเปิดบัญชีลงทุนแทบไม่มีต้นทุน บางแพลตฟอร์มสามารถเริ่มต้นลงทุนได้ด้วยเงินเพียงหลักสิบบาท ซื้อหุ้นต่างประเทศแบบเศษหุ้นได้ ลงทุนกองทุนรวมได้ หรือซื้อพันธบัตรรัฐบาลผ่านแอปพลิเคชันได้

คนที่มีบัญชีหุ้น มีเงินลงทุน 30 บาท กับคนที่มีพอร์ตลงทุน 300 ล้านบาท ต่างก็มี “บัญชีหุ้น” เหมือนกัน แต่ฐานะทางการเงินย่อมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ดังนั้น การใช้เพียงการมีบัญชีหุ้นเป็นตัวชี้วัดฐานะ อาจไม่สะท้อนความเป็นจริงทั้งหมด

สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การแยกให้ออกระหว่าง “เครื่องมือ” กับ “มูลค่าสินทรัพย์” ถ้าอยากเช็กทรัพย์สินว่ามีเท่าไหร่ ก็ควรดู Financial Asset รวม น่าจะแฟร์ที่สุด  

เพราะการมีบัญชีเงินฝาก ไม่ได้แปลว่า มีเงินล้าน การมีบัตรเครดิตไม่ได้แปลว่ารวย และการมีบัญชีหุ้นก็ไม่ได้แปลว่ามั่งคั่งเช่นกัน

แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงช่องทางในการบริหาออมเงิน บริหารเงิน 

ประเด็นที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ หลายครั้งสังคมมักนำ “การออม” ไปเชื่อมโยงกับ “ความร่ำรวย” ทั้งที่จริงแล้วทั้งสองเรื่องไม่เหมือนกันเลย และถือเป็นคนละเรื่องเดียวกัน

การออมไม่ใช่สถานะทางการเงิน แต่เป็น พฤติกรรม เป็นนิสัย เป็นวิธีคิด

คนที่ออมเงินเดือนละ 200 บาท อาจไม่ได้รวย แต่เขากำลังสร้างวินัยให้ตัวเอง

ในขณะที่คนที่มีรายได้เดือนละหลายแสนบาท แต่ใช้เงินจนหมดทุกเดือน ก็อาจไม่มีเงินเก็บเลย

ดังนั้น “คนออม” ไม่จำเป็นต้องเป็นคนรวยและ “คนรวย” ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนออม

ลองนึกภาพคนสองคน คนแรกมีรายได้เดือนละ 15,000 บาท แต่หักเงินออมทันทีเดือนละ 1,000 บาท ลงทุนในกองทุนรวมหรือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ

อีกคนมีรายได้เดือนละ 150,000 บาท แต่ใช้จ่ายหมดไปกับรถคันใหม่ ของแบรนด์เนม และไลฟ์สไตล์ที่เกินตัว

ผ่านไปสิบปี คนแรกอาจมีทรัพย์สินมากกว่าที่หลายคนคาดคิด เพราะอาศัยพลังของการออมและผลตอบแทนทบต้น  ส่วนคนหลัง แม้รายได้สูง แต่หากไม่มีวินัยทางการเงิน ก็อาจแทบไม่มีเงินเก็บเลย

นี่คือเหตุผลที่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากมองว่า การออม คือพฤติกรรม (Behavior) มากกว่าจะเป็นตัวเลขในบัญชี เช่นเดียวกับความขยัน คนขยันไม่ได้หมายความว่าจะรวยทุกคน แต่คนที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากล้วนมีนิสัยขยัน

การออมก็มีลักษณะเดียวกัน มันไม่ใช่หลักฐานว่าคุณรวยแล้ว แต่มันคือหลักฐานว่าคุณกำลังพยายามสร้างอนาคตที่มั่นคงกว่าเดิม

ในหลายประเทศ ภาครัฐจึงไม่ได้มองการลงทุนเป็นสิ่งที่ควรถูกหลีกเลี่ยง แต่กลับพยายามทำให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพราะเชื่อว่าการสร้าง Financial Literacy หรือความรู้ทางการเงิน เป็นรากฐานสำคัญของการลดความเหลื่อมล้ำในระยะยาว

เมื่อประชาชนเข้าใจการออม เข้าใจดอกเบี้ย เข้าใจการลงทุน และรู้จักวางแผนเกษียณ โอกาสที่จะพึ่งพาสวัสดิการของรัฐในอนาคตก็อาจลดลง

ฉะนั้น คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า “คนจนควรมีบัญชีหุ้นหรือไม่” แต่ควรเป็น “เราจะทำอย่างไรให้คนทุกระดับรายได้เข้าถึงการออมและการลงทุนได้อย่างปลอดภัย มีความรู้ และใช้เป็นเครื่องมือสร้างความมั่นคงทางการเงิน”

เพราะการถือบัญชีหุ้นไม่ได้ทำให้ใครรวยในทันทีแต่การปิดกั้นไม่ให้คนเริ่มออม หรือทำให้คนรู้สึกว่าการลงทุนเป็นเรื่องของคนมีเงิน อาจทำให้หลายคนเสียโอกาสในการสร้างอนาคตของตัวเอง

ทั้งนี้ ความร่ำรวยไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการออม แต่การออมต่างหาก ที่เป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นของความมั่นคงทางการเงิน และสิ่งที่การออมสะท้อน ไม่ใช่จำนวนเงินในกระเป๋า หากแต่เป็นวิธีคิดของคนคนหนึ่งที่เชื่อว่า วันนี้อาจยังไม่รวย แต่ก็ไม่อยากหยุดสร้างโอกาสให้ตัวเองในวันข้างหน้า 

อยากฝากบทความนี้ถึง ท่านเอกนิติ ด้วยครับ

อึ้งย้ง

Back To Top