ตัวเลือกที่ 1 "ศิลปศาสตร์ DPU" ติวเข้ม เสริมทักษะสื่อสาร ปูทาง "เด็กฝึกงาน" สู่การทำงานจริง
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดกิจกรรม “เตรียมความพร้อม The Series EP5” ภายใต้หัวข้อ “Presentation & Cross-Generational Communication for Future Interns” เพื่อเสริมศักยภาพนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาภาษาจีนธุรกิจและสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ ด้านทักษะการนำเสนองานอย่างมืออาชีพและการสื่อสารระหว่างเจเนอเรชัน โดยมุ่งให้นักศึกษาเข้าใจความแตกต่างด้านวัย ความคิด และวัฒนธรรม สามารถปรับตัวและทำงานร่วมกับหัวหน้างานและเพื่อนร่วมงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเตรียมความพร้อมก่อนออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพในสถานประกอบการ โดยมี ดร.วริศ ลิ้มลาวัลย์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน และได้รับเกียรติจาก ดร.จอมพล สุภาพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธรีซาวด์ เทรนนิ่ง แอนด์ คอนซัลแทนท์ จำกัด เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 เวลา 13.30–16.30 น. ณ ห้องประชุมสัจจา เกตุทัต 1 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

ดร.วริศ ลิ้มลาวัลย์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า การเตรียมความพร้อมก่อนฝึกงานเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนานักศึกษาให้สามารถนำความรู้จากห้องเรียนไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง โดยเฉพาะทักษะการนำเสนอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความได้เปรียบในการทำงาน เพราะแม้จะมีความรู้และความสามารถ แต่หากไม่สามารถถ่ายทอดแนวคิดหรือผลงานให้ผู้อื่นเข้าใจได้อย่างชัดเจน ก็อาจส่งผลต่อโอกาสในการทำงาน ขณะเดียวกัน การสื่อสารระหว่างเจเนอเรชันเป็นอีกทักษะที่จำเป็น เนื่องจากสถานประกอบการประกอบด้วยบุคลากรหลากหลายช่วงวัย ตั้งแต่ Gen Z, Gen Y, Gen X ไปจนถึง Baby Boomers ซึ่งแต่ละกลุ่มมีประสบการณ์และรูปแบบการสื่อสารแตกต่างกัน นักศึกษาจึงควรเรียนรู้วิธีปรับตัวและเลือกใช้การสื่อสารให้เหมาะสม เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างราบรื่น

ด้าน ดร.สกลกานต์ อินทร์ไทร หัวหน้าหลักสูตรภาษาอังกฤษธุรกิจ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเตรียมความพร้อมนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ก่อนออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพในภาคการศึกษาถัดไป โดยหลักสูตรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานจริงควบคู่กับความรู้ด้านภาษา เนื่องจากนักศึกษาได้เรียนรู้ทั้งทฤษฎีและทักษะการสื่อสารมาตลอดระยะเวลาประมาณ 3 ปีครึ่ง แต่เมื่อต้องเข้าสู่สถานประกอบการจะพบกับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากห้องเรียน ทั้งวัฒนธรรมองค์กร รูปแบบการทำงาน และการสื่อสารกับบุคลากรหลากหลายช่วงวัย โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับหัวหน้างานหรือผู้บริหารที่อาจมีมุมมองและความคาดหวังแตกต่างจากคนรุ่นใหม่ นักศึกษาจึงจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีปรับตัว เลือกใช้ภาษา และแสดงออกอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความเข้าใจและลดอุปสรรคในการทำงานร่วมกับผู้อื่น
ที่ผ่านมา หลักสูตรได้จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 อย่างต่อเนื่องทุกปีในภาคการศึกษาแรก ก่อนออกฝึกงานในภาคการศึกษาที่สอง โดยออกแบบเนื้อหาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่นักศึกษาอาจพบในการทำงานจริง ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาบุคลิกภาพ (Personality Development) การแต่งกาย การนั่ง การยืน การเดิน การวางตัวอย่างเหมาะสมในสถานการณ์ต่าง ๆ ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการสมัครงานและการสัมภาษณ์งาน รวมถึงการเรียนรู้ลักษณะงานเฉพาะทาง เช่น การบริการส่วนหน้า (Front Office) ซึ่งมีความสำคัญต่อนักศึกษาที่เตรียมฝึกงานในธุรกิจโรงแรม กิจกรรมเหล่านี้มุ่งให้นักศึกษาเข้าใจความคาดหวังของสถานประกอบการ และสามารถนำความรู้ที่เรียนมาเชื่อมโยงกับการปฏิบัติงานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคาดหวังว่าจะช่วยลดระยะเวลาการปรับตัวเมื่อต้องเริ่มฝึกงาน

ดร.สกลกานต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากประสบการณ์การติดตามและนิเทศนักศึกษาฝึกงานในสถานประกอบการ พบว่าการสื่อสารระหว่างเจเนอเรชันเป็นเรื่องสำคัญที่นักศึกษาควรเตรียมความพร้อม เนื่องจากการทำงานจริงไม่ได้มีเพียงผู้ร่วมงานวัยเดียวกัน แต่ยังต้องประสานงานกับหัวหน้างาน พี่เลี้ยง และผู้บริหารที่มีประสบการณ์แตกต่างกัน ซึ่งบางครั้งอาจมีมุมมองหรือความคาดหวังต่อพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่แตกต่างไปจากที่นักศึกษาคุ้นเคยในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะในสถานประกอบการที่ต้องดำเนินธุรกิจภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลา หัวหน้างานอาจไม่สามารถให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดได้เหมือนอาจารย์ในห้องเรียน นักศึกษาจึงจำเป็นต้องมีความพร้อมทั้งด้านความรับผิดชอบ การวางตัว และการสื่อสารอย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงานได้ตั้งแต่เริ่มต้น

สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจและภาษาจีนธุรกิจ ซึ่งมีพื้นฐานการเรียนรู้ด้านการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม (Cross-Cultural Communication) อยู่แล้ว การเสริมความเข้าใจเรื่องความแตกต่างระหว่างเจเนอเรชันจะช่วยเพิ่มมิติของการสื่อสารให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เนื่องจากการทำงานในองค์กรที่ต้องพบเจอผู้คนหลากหลายชาติ หลากหลายภาษา ไม่ได้มีเพียงความแตกต่างด้านภาษาและวัฒนธรรม แต่ยังมีความแตกต่างด้านช่วงวัยและรูปแบบการทำงานเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ตัวอย่างเช่น การสื่อสารกับชาวยุโรป ชาวอเมริกัน หรือชาวเอเชีย อาจมีรูปแบบการใช้ภาษาและวิธีแสดงออกที่แตกต่างกัน ขณะที่การทำงานกับผู้บริหารหรือเพื่อนร่วมงานชาวจีนก็จำเป็นต้องเข้าใจวัฒนธรรมและรูปแบบความสัมพันธ์ในองค์กร การนำความรู้ด้านการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมมาผสมผสานกับการสื่อสารระหว่างเจเนอเรชัน จึงช่วยให้นักศึกษาสามารถเลือกใช้ถ้อยคำ วิธีนำเสนอ และการแสดงออกได้เหมาะสมกับบุคคลและสถานการณ์มากขึ้น
นอกจากนี้ การเชิญ ดร.จอมพล สุภาพ มาเป็นวิทยากรในครั้งนี้ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญภายนอกที่มีประสบการณ์ด้านการพูด การนำเสนอ และการฝึกอบรมบุคลากรและผู้บริหารระดับสูงมายาวนานกว่า 30 ปี ซึ่งสามารถถ่ายทอดทั้งหลักการและตัวอย่างจากสถานการณ์ทำงานจริง ช่วยให้นักศึกษาเข้าใจปัญหาการสื่อสารที่อาจเกิดขึ้นในองค์กรได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยภายหลังการอบรม หลักสูตรจะนำประเด็นความรู้กลับมาทบทวนและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในชั้นเรียน เพื่อให้นักศึกษาวิเคราะห์ว่า สามารถนำแนวคิดและเทคนิคต่าง ๆ ไปประยุกต์ใช้ในการฝึกงานของตนเองได้อย่างไร

ขณะเดียวกัน หลักสูตรภาษาอังกฤษธุรกิจยังมีกิจกรรมสัมมนาในช่วงปลายภาคการศึกษา เปิดโอกาสให้นักศึกษานำองค์ความรู้จากการอบรมเชิงปฏิบัติการและการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง มาถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน โดยเชื่อมโยงกับสายงานที่นักศึกษาเตรียมเข้าฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นสายงานธุรกิจโรงแรม ธุรกิจการท่องเที่ยว ธุรกิจการบิน ธุรกิจค้าปลีก หรือธุรกิจระหว่างประเทศ เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจลักษณะการสื่อสาร ข้อควรระวัง และแนวทางการวางตัวในการทำงานในแต่ละสายอาชีพอย่างเหมาะสม โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนมีความมั่นใจ สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมการทำงานได้รวดเร็วขึ้น และพร้อมนำศักยภาพด้านภาษาและการสื่อสารไปใช้ในการทำงานจริงในอนาคต
ขณะที่ ดร.จอมพล สุภาพ วิทยากรผู้มีประสบการณ์ด้านการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะการสื่อสารมากกว่า 30 ปี กล่าวว่า ทักษะการนำเสนองานและการสื่อสารระหว่างเจเนอเรชันเป็นสิ่งสำคัญที่นักศึกษาต้องเตรียมพร้อมก่อนเข้าสู่โลกการทำงาน เนื่องจากปัจจุบันองค์กรให้ความสำคัญกับการสื่อสารที่กระชับ ชัดเจน และตรงประเด็น โดยเฉพาะการนำเสนอแนวคิดทางธุรกิจ หรือ Business Pitching ที่ต้องสามารถถ่ายทอดสาระสำคัญให้ผู้บริหารเข้าใจภายในเวลาเพียง 3–5 นาที ต่างจากการนำเสนอในอดีตที่อาจใช้เวลานานถึง 15–30 นาที เพราะแม้จะมีความรู้ ความสามารถ หรือแนวคิดที่ดี แต่หากขาดทักษะการนำเสนอที่มีประสิทธิภาพ ก็อาจทำให้พลาดโอกาสในการทำงานหรือไม่ได้รับการยอมรับจากผู้บริหาร การเรียนรู้หลักการนำเสนอที่ถูกต้องจึงช่วยให้นักศึกษาสามารถนำไปปรับใช้ได้หลากหลายสถานการณ์ ทั้งการนำเสนอผลงาน การเจรจาธุรกิจ และการสื่อสารในองค์กร

นอกจากนี้ การทำงานในองค์กรยังต้องเผชิญกับความแตกต่างระหว่างช่วงวัย ตั้งแต่ Gen Z, Gen Y, Gen X ไปจนถึง Baby Boomers ซึ่งแต่ละกลุ่มมีประสบการณ์ มุมมอง และรูปแบบการสื่อสารแตกต่างกัน โดยเฉพาะนักศึกษารุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับการสื่อสารผ่านสื่อดิจิทัล อาจต้องปรับวิธีการใช้ภาษาและการแสดงออกเมื่อต้องทำงานร่วมกับหัวหน้างานหรือผู้บริหารต่างวัย จึงแนะนำหลักการสื่อสาร “ทฤษฎี 3 สบาย” ได้แก่ ฟังสบายหู ดูสบายตา และพาสบายใจ คือ การใช้ถ้อยคำที่สุภาพน่าฟัง การมีบุคลิกภาพและการวางตัวที่เหมาะสม ตลอดจนการสื่อสารอย่างกระชับ เข้าใจง่าย และตรงประเด็น โดยย้ำว่าหัวใจสำคัญของการสื่อสารที่ดี คือการคำนึงถึงผู้ฟังและปรับวิธีการสื่อสารให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างระหว่างวัย สร้างความเข้าใจ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันในองค์กร
ผู้สนใจเกี่ยวกับคณะศิลปศาสตร์ DPU สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://www.dpu.ac.th/th/faculty-of-arts