Cover Image

ตลาดหุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้นเหนือระดับ 1,600 จุด ยังมีความน่าสนใจในการลงทุนอย่างไร?

                     <ol>
  • หน้าหลัก 
  • กองทุนรวม 
  • กองทุนรวม 
  • ตลาดหุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้นเหนือระดับ 1,600 จุด ยังมีความน่าสนใจในการลงทุนอย่างไร?

    เผยแพร่: 4 ส.ค. 2569 01:03   ปรับปรุง: 4 ส.ค. 2569 01:03   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



    โดย ทีมจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด

    ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างโดดเด่นในปีนี้ โดยในช่วงเจ็ดเดือนแรกของปี 2026 ดัชนี SET Index ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่รวมเงินปันผลแล้วสูงถึง 30% (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กรกฎาคม)

    โดยที่ตลาดหุ้นไทยถูกขับเคลื่อนโดยแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติเป็นหลัก ด้วยมูลค่าซื้อสุทธิสูงถึงราว 7 หมื่นล้านบาท และมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวันที่มากถึง 6.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 65% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

    สาเหตุสำคัญที่ช่วยสนับสนุนตลาดหุ้นไทยในปีนี้ นั่นคือ ปัจจัยเฉพาะตัวของประเทศไทย ซึ่งมีพัฒนาการเชิงบวกเมื่อเทียบกับในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นำโดยภูมิทัศน์ทางการเมืองไทยในปัจจุบันที่ตลาดทุนเชื่อว่ามีเสถียรภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจในระยะยาว สะท้อนได้จากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่ทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รวมถึงการเติบโตของตัวเลขการลงทุนโดยตรงของภาคเอกชน

    นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังมีลมส่งที่เป็นแรงสนับสนุนจากการอัตราดอกเบี้ยในประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ โดยธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% เพื่อใช้นโยบายดอกเบี้ยแบบผ่อนคลายในการพยุงเศรษฐกิจไทยที่ยังขยายตัวได้ต่ำกว่าศักยภาพ โดยที่ GDP ประเทศไทยในช่วงก่อนเกิดวิกฤติ COVID-19 เคยขยายตัวได้มากกว่าระดับ 3% ต่อปี

    นอกจากนี้อัตราดอกเบี้ยในระยะยาวที่ดูจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล พบว่าอยู่ในระดับต่ำเช่นกัน โดยผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี และ 10 ปี อยู่ที่ระดับเพียง 1.5% และ 2.0% ตามลำดับ สะท้อนถึงสภาพคล่องในระบบการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง

    โดยรวมแล้ว แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะเผชิญกับแรงกดดันจากภายนอกประเทศอย่างมากในปีนี้จากความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศก็ตาม แต่ด้วยความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจที่มีมากขึ้น ผลลัพธ์คือ ตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ถูกปรับขึ้นมาอยู่ที่มากกว่า 2% จากเดิมที่คาดว่าเติบโตได้เพียง 1%


    มองไปในระยะข้างหน้า บลจ.ทิสโก้ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังคงมีโมเมนตัมเชิงบวกต่อเนื่อง จากผลบวกของการลงทุนในประเทศที่อยู่ในช่วงขาขึ้น และดอกเบี้ยที่คาดว่าจะยังอยู่ในระดับต่ำ

    นอกจากนี้ Valuation ของตลาดหุ้นไทยยังคงมีความน่าสนใจในระดับปัจจุบัน โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ที่จ่ายปันผลสูง สะท้อนผ่านอัตราผลตอบแทนเงินปันผลของดัชนี SETHD (SET High Devidend) ซึ่งอยู่ในระดับสูงถึงราว 6% ต่อปี เทียบกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยนะยะยาวที่ยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 1-2% ตามลำดับ

    จึงคาดว่าตลาดหุ้นไทยยังสามารถฟันฝ่าแรงปะทะจากปัจจัยกดดันที่มาจากนอกประเทศได้ โดยเฉพาะประเด็นลบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ รวมถึงความเสี่ยงต่อการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งผลให้เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยยังเป็นหนึ่งในทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจในการกระจายความเสี่ยงออกมาของกระแสเงินทุน

    Back To Top