Cover Image

‘อภิสิทธิ์’ เสนอตัดงบ 1.5 แสนล้าน ผิดหวัง กมธ. เสียงข้างมากไม่รีดไขมัน - The Reporters

‘อภิสิทธิ์’ เสนอตัดงบ 1.5 แสนล้าน ผิดหวัง กมธ. เสียงข้างมากไม่รีดไขมันรับมือสถานการณ์ ตั้งข้อสังเกตใช้งบลงทุนจริงหรือไม่ เตือนพร้อมตรวจสอบ หากนายกฯ-ครม. อนุมัติงบเสี่ยงทุจริต

วันนี้ (7 ก.ย. 69) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นพิเศษ วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระ 2 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แปรญัตติมาตรา 4 ขอตัดลดงบประมาณ 150,000 ล้านบาท โดยให้เหตุผลเชิงเศรษฐศาสตร์ว่า ปัจจุบันมีข้อจำกัดด้านการคลัง การจัดเก็บภาษีต่ำ แต่มีเงินนอกงบประมาณมหาศาลที่จะสามารถใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศได้ และรัฐบาลยังตราพระราชกำหนดกู้เงินเพิ่มไปอีกกว่า 200,000 ล้านบาท ตนจึงเห็นว่าการที่รัฐบาลและกรรมาธิการฯ พิจารณาให้สถานะของประเทศในขณะนี้ โดยเฉพาะเรื่องหนี้สาธารณะแทบชนเพดาน ไม่นับรวมหนี้ที่ค้างอยู่กับรัฐวิสาหกิจหรือธนาคารของรัฐ ถือเป็นเรื่องที่อันตราย

“ผมผิดหวังที่ กมธ. ไม่พยายามรีดไขมัน แบบที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยหลายท่านอภิปรายไปแล้ว เพื่อให้เรายังคงมีพื้นที่ทางการคลังและมีช่องว่างในการหายใจเพื่อรับมือกับสถานการณ์ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเองย้ำนักย้ำหนาว่าวิกฤตมีหลายระลอกและยังไม่สิ้นสุด ผมเสียดายว่าวันที่พวกเราพยายามชี้ให้เห็นถึงปัญหาโครงสร้างงบประมาณที่เป็นเหมือนกับดัก ในวาระที่ 1 จำได้ว่าท่านรัฐมนตรีภราดร และประธาน กมธ. เอง พูดเสมือนว่าจะมีความพยายามระดมความคิดเห็นจากทุกฝ่าย เพื่อสะสางปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้เราต้องจัดทำงบประมาณแบบนี้ แต่ผ่านไปจนถึงการพิจารณาของกรรมาธิการเสร็จสิ้น เราไม่เห็นสัญญาณใด ๆ เลย ยกเว้นพยายามพูดเรื่องปฏิรูประบบราชการ ซึ่งทำเป็นจุด ๆ ไป” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า หากสามารถตัดลดงบประมาณตามที่ตนเสนอได้ จะมีพื้นที่ทางการคลังต่ำกว่าเพดานหนี้สาธารณะประมาณ 1% ซึ่งจะทำให้มีความคล่องตัวมากขึ้น และหากตัดลดไปแล้วนำมาจัดสรรใหม่ ตนเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการฯ และสมาชิกหลายท่านว่า ยังมีการลงทุนที่รอคอยการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้น และทำให้รัฐจัดเก็บภาษีหรือรายได้มากขึ้น หรือการรอคอยเรื่องสวัสดิการของกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ทั้งเด็กนักเรียนที่ต้องกู้ยืมเรียนและผู้สูงอายุ ก็สมควรได้รับการจัดสรรงบประมาณจากการตัดไขมัน หรือโครงการที่ไม่ชัดเจนและมีความไม่ชอบมาพากลมากกว่า ซึ่งยังมีอีกหลายวัตถุประสงค์ที่เราจำเป็นต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้

สำหรับเหตุผลด้านกฎหมาย หากต้องการสะสางโครงสร้างงบประมาณและกังวลเรื่องกับดักงบประมาณจริง ต้องเริ่มต้นจากการทำงานและพูดความจริงเสียก่อน ซึ่งหลังรายละเอียดงบประมาณปรากฏ ตนกำลังสงสัยว่าแท้จริงแล้วอาจไม่ใช่ปีหน้า แต่เป็นงบประมาณฉับนี้ที่ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎหมายได้

เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 62 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า รัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐมีเสถียรภาพอย่างมั่นคง ยั่งยืนตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ มาตรา 20 (1) ซึ่งเขียนไว้ชัดเจนว่า งบประมาณรายจ่ายลงทุนต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ในส่วนนี้เกินมาประมาณ 30,000 ล้านบาท และต้องไม่น้อยกว่าวงเงินส่วนที่ขาดดุลของงบประมาณประจำปีนั้น ซึ่งเกินมา 1,700 ล้านบาท

นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ปัญหาคือเมื่อคณะกรรมาธิการฯ เห็นรายละเอียดในงบประมาณฉบับนี้ ไม่ตั้งคำถามหรือว่าสิ่งที่นับว่าเป็นรายจ่ายลงทุนไปนั้น เป็นรายจ่ายลงทุนจริงหรือไม่ โดยรายการแรกคืองบกลาง ที่ระบุว่าใน 100,000 ล้านบาท มีกว่า 60,000 ล้านบาทเป็นรายจ่ายลงทุน ตนไม่เชื่อ เพราะหากไปดูตัวเลขการใช้จ่ายงบฉุกเฉินในปีที่ผ่านมา มักนำเงินไปเติมในโครงการที่ไม่ใช่รายจ่ายลงทุนในสัดส่วนที่สูงมาก

“รายการที่ 2 คือการนับบริการคลาวด์ภาครัฐอีก 4,500 ล้านบาทเป็นค่าใช้จ่ายลงทุน ซึ่งสำหรับตนมองว่าไม่ใช่ เพราะการเก็บข้อมูลในคลาวด์เหล่านี้ส่วนใหญ่ทำเพื่อประโยชน์ในการทำงานภารกิจประจำหรือรายจ่ายประจำ ถ้าเราไม่เริ่มจากการพูดความจริงกันก่อน เราจะสะสางเรื่องนี้กันได้อย่างไร ผมไม่ได้บอกว่าเห็นด้วยกับกฎหมายวินัยทางการเงินการคลังทั้งหมด แต่เมื่อกฎหมายมีอยู่แล้ว ก็ควรทำให้มีการบังคับใช้อย่างจริงจัง ซึ่งกฎหมายระบุไว้ว่า ถ้ารัฐบาลจัดทำไม่ได้ก็ให้มาแถลงต่อสภาผู้แทนราษฎร แล้วให้เหตุผลว่าทำไมจัดไม่ได้ ทำไมไม่ทำอะไรให้ตรงไปตรงมา ทำไมยังสร้างอีกกรณีหนึ่งที่สังคมทั่วโลกตั้งคำถามกับประเทศไทยว่าเราไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างเที่ยงธรรม และผู้มีอำนาจต้องมีหลักของความรับผิดชอบเมื่อไม่สามารถดำเนินการตามกฎหมายได้”

นายอภิสิทธิ์ ยืนยันว่า ควรตัดลดงบประมาณลง 150,000 ล้านบาท โดยเฉพาะรายจ่ายที่ไม่จำเป็น รายจ่ายที่เป็นไขมัน และรายจ่ายที่สุ่มเสี่ยงต่อการทุจริต แล้วจัดสรรมาเพิ่มเป็นเงินลงทุนส่วนหนึ่ง รวมถึงจัดสรรมาเพื่อให้มีพื้นที่ทางการคลังในการแก้ไขปัญหาต่อไป ซึ่งตนจะติดตามงบกลาง 100,000 ล้านบาท ที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีจะอนุมัติต่อไปว่ามีเจตนาที่จะรักษาสิ่งที่บอกกับสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ว่า 60% นั้นจะใช้จ่ายไปกับการลงทุน หากไม่ใช่ก็แปลว่าทำผิดกฎหมาย และตนก็มีหน้าที่ตรวจสอบต่อไป

แนะแนวเรื่อง

Back To Top