จับสินค้าสวมสิทธิมูลค่า 1.38 พันล้าน พร้อมขยายบัญชีเฝ้าระวังส่งออกสหรัฐ
กรมการค้าต่างประเทศ และกรมศุลกากร ยกระดับการสกัดกั้นการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าและการหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้า หลังตรวจยึดสินค้าผิดกฎหมายในพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบังช่วงปีงบประมาณ 2569 คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจรวม 1,377.8 ล้านบาท พร้อมขยายบัญชีสินค้าเฝ้าระวังส่งออกไปสหรัฐจาก 49 เป็น 67 รายการ และเตรียมนำ AI ใช้ตรวจจับความผิดปกติของการขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าในปี’70
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ความร่วมมือระหว่างกรมการค้าต่างประเทศและกรมศุลกากรมีเป้าหมายป้องกันการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้าและการหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) และมาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยง (AC) เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของสินค้าไทยและลดผลกระทบต่อการส่งออกในระยะยาว
ในปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568-กรกฎาคม 2569) กรมศุลกากรสามารถตรวจยึดและสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายในพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง รวมมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 1,377.8 ล้านบาท โดยเฉพาะกรณีสำแดงถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นเท็จ จำนวน 8.8 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่า 442.64 ล้านบาท ครอบคลุมสินค้า เช่น บุหรี่ ผลิตภัณฑ์พลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้า ของใช้ในบ้าน และอุปกรณ์มีด
เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ กรมการค้าต่างประเทศได้ปรับปรุงบัญชีสินค้าเฝ้าระวังที่ขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อส่งออกไปสหรัฐ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 โดยเพิ่มจาก 49 รายการ (194 พิกัดศุลกากร) เป็น 67 รายการ (294 พิกัดศุลกากร) พร้อมลดอายุผลการตรวจสอบถิ่นกำเนิดจาก 2 ปี เหลือ 1 ปี เพื่อให้ข้อมูลต้นทุนและแหล่งวัตถุดิบมีความเป็นปัจจุบัน
นอกจากนี้ ในปี 2570 กรมการค้าต่างประเทศเตรียมนำ AI มาใช้วิเคราะห์ความผิดปกติของคำขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า เชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบย้อนหลัง เพื่อป้องกันการสวมสิทธิและการหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้า
สำหรับการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าในปีงบประมาณ 2569 (ต.ค. 2568-มิ.ย. 2569) ผ่านระบบ ROVERs Plus มีทั้งสิ้น 986 คำขอ พบว่า 903 คำขอ เป็นสินค้าได้ถิ่นกำเนิดไทย และ 83 คำขอ ไม่ได้ถิ่นกำเนิดไทย โดยกลุ่มสินค้าหลัก ได้แก่ ชิ้นส่วนรถยนต์ สายไฟ สายดาต้าเคเบิล และเฟอร์นิเจอร์ไม้
นางอารดากล่าวว่า สถานการณ์การค้าโลกที่ตึงเครียดทำให้หลายประเทศใช้มาตรการเยียวยาทางการค้าเพิ่มขึ้น ปัจจุบันไทยบังคับใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) 61 กรณี จาก 22 ประเทศ โดยจีนถูกใช้มาตรการมากที่สุด 17 กรณี ขณะที่ประเทศไทยเองถูกประเทศคู่ค้าใช้มาตรการ AD แล้ว 85 กรณี จาก 20 ประเทศ สูงเป็น อันดับ 5 ของโลก สะท้อนว่าผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับกฎถิ่นกำเนิดสินค้าและการปฏิบัติตามมาตรการทางการค้าอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและความเชื่อมั่นของตลาดส่งออกไทย