ศาลปกครองสูงสุด ตีตกคำร้อง ยิ่งลักษณ์ ขอรื้อคดีจำนำข้าวใหม่ ยืนคำสั่งเดิมชดใช้ 1
ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ 1011/2569 ยืนตามศาลปกครองกลาง (ศาลชั้นต้น) ไม่รับคำขอพิจารณาคดีใหม่ ในคดีที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นขอให้ศาลทบทวนคำพิพากษาเดิมที่กำหนดให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในโครงการรับจำนำข้าวเป็นจำนวนเงิน 10,028,861,880.83 บาท โดยได้นำหนังสือกระทรวงพาณิชย์ (ด่วนที่สุด ที่ พณ 0302.3/781 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2568) มาเป็นพยานหลักฐานใหม่
ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาว่า หนังสือดังกล่าว เป็นเพียงการตอบคำถามเกี่ยวกับคำสั่งของเจ้าหน้าที่รัฐ 6 ราย ซึ่งไม่ใช่คำสั่งทางปกครองที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องร้องในคดีของนางสาวยิ่งลักษณ์ตั้งแต่แรก ดังนั้นจึง ไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่ อันจะทำให้ข้อเท็จจริงที่ศาลเคยตัดสินยุติต้องเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด
ในประเด็นเรื่องการคำนวณเงินชดใช้ความเสียหายและสัดส่วนความรับผิดชอบ 50% นางสาวยิ่งลักษณ์แย้งว่า ศาลนำฐานมูลค่าความเสียหายมาจากคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ (ลับ ที่ 453/2559) ซึ่งเป็นคำสั่งที่ใช้บังคับกับเจ้าหน้าที่รัฐคนอื่น ไม่ได้มีผลบังคับใช้กับตนเองโดยตรง
และการอ้างอิงคำพิพากษาคดีอาญาของบุคคลอื่น นางสาวยิ่งลักษณ์อ้างว่า ศาลนำข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (คดีทุจริตระบายข้าว G to G) มาใช้ประกอบการตัดสิน ทั้งๆ ที่ตนเองไม่ได้เป็นคู่ความในคดีอาญานั้น อีกทั้งคำพิพากษาดังกล่าวยังเกิดขึ้นหลังจากที่กระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ตนชดใช้ค่าเสียหายไปแล้ว
ศาลปกครองสูงสุด เห็นว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ตั้งแต่ปีการผลิต 2555/56 จนถึง ปีการผลิต 2556/57 มีกรณีการทุจริตเกิดขึ้นในขั้นตอน ได้แก่ การตรวจสอบคุณสมบัติและการรับรองเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ การนำข้าวไปจำนำ การเก็บรักษาข้าวเปลือกในโรงสีและโกดังกลาง การสวมสิทธิชาวนา การนำข้าวจากต่างประเทศมาสวมสิทธิ การระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G)
ดังนั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ตั้งแต่ปีการผลิต 2555/56 จนถึง ปีการผลิต 2556/57 จึงครอบคลุมถึงความเสียหายทั้งหมดซึ่งรวมถึงขั้นตอนการรับจำนำข้าวเปลือกและขั้นตอนการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ด้วย
ศาลปกครองสูงสุดได้ใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานต่างๆอันเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเสียหายในขั้นตอนการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ที่ปรากฏอยู่ในสำนวนคดี ทั้งในชั้นการพิจารณาของศาลปกครองชั้นต้นและศาลปกครองสูงสุด ซึ่งประกอบด้วยคำคู่ความที่คู่กรณีได้ยื่นต่อศาลแล้ว
ข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นเพียงการโต้แย้งดุลพินิจในการตัดสินของศาลเท่านั้น ไม่ใช่กรณีที่ศาลฟังข้อเท็จจริงผิดพลาด หรือมีข้อบกพร่องในกระบวนพิจารณาที่จะทำให้ผลคดีไม่มีความยุติธรรม
การอุทธรณ์ของนางสาวยิ่งลักษณ์ฟังไม่ขึ้น และไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย (มาตรา 75 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ) ที่จะรับไว้พิจารณาคดีใหม่ได้ ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่ง ยืนตามศาลปกครองชั้นต้น ไม่รับคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน