Cover Image

ปิดตำนาน “นิมิบุตร” สนามคู่กีฬาไทย กรมพลศึกษาส่งคืนพื้นที่ให้จุฬาฯ 1 ต.ค.นี้

  1. หน้าหลัก 
  2. กีฬา 
  3. กีฬาอื่น ๆ 

ปิดตำนาน “นิมิบุตร” สนามคู่กีฬาไทย กรมพลศึกษาส่งคืนพื้นที่ให้จุฬาฯ 1 ต.ค.นี้

เผยแพร่: 17 ก.ย. 2569 12:25   ปรับปรุง: 17 ก.ย. 2569 12:25   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ถือว่าเป็นข่าวใหญ่ของวงการกีฬาเมื่อสนามกีฬาหลักของไทยอย่าง “นิมิบุตร” จะถูกส่งคืนให้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตามสัญญาระหว่าง กรมพลศึกษา กับ จุฬาฯ

โดยการแข่งขันฟุตซอล กีฬาระหว่างโรงเรียนกรมพลศึกษา ประจำปีการศึกษา 2569 “DPE WOW Futsal Cup 2026” ประเภท ก ถือว่าเป็นกีฬาสุดท้ายที่ได้จัดในอาคารนิมิบุตร ก่อนที่กรมพลศึกษาจะส่งคืนพื้นที่ให้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ตามแผนการบริหารพื้นที่

จึงถือว่าเป็นการปิดฉากบทสำคัญของ “สังเวียนนิมิบุตร” สนามกีฬาในร่มที่อยู่คู่กับวงการกีฬาไทยมาอย่างยาวนาน และเป็นสถานที่ซึ่งคนกีฬาและแฟนกีฬาหลายรุ่นคุ้นเคยเป็นอย่างดี

อาคารกีฬานิมิบุตร หรือ Nimibutr Stadium เป็นสนามกีฬาในร่มที่ตั้งอยู่ภายในพื้นที่สนามกีฬาแห่งชาติ ย่านปทุมวัน โดยข้อมูลประวัติสนามระบุว่าอาคารแห่งนี้เปิดใช้งานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2506 และเป็นหนึ่งในสนามกีฬาสำคัญของประเทศไทยที่รองรับการแข่งขันกีฬาในร่มหลากหลายชนิด

สนามแห่งนี้ถูกใช้สำหรับการแข่งขันทั้ง ฟุตซอล แบดมินตัน บาสเกตบอล แฮนด์บอล ยิมนาสติก มวย และกีฬาในร่มประเภทต่าง ๆ รวมถึงกิจกรรมและการแข่งขันระดับชาติและนานาชาติ ด้วยความจุผู้ชมประมาณ 5,600 ที่นั่ง

โดยเฉพาะการแข่งขันฟุตซอล “นิมิบุตร” ถือเป็นหนึ่งในสังเวียนที่มีภาพจำสำคัญของวงการโต๊ะเล็กไทย ตั้งแต่ระดับนักเรียน สโมสร ไปจนถึงการแข่งขันระดับนานาชาติ ทำให้ชื่อของอาคารแห่งนี้ผูกพันกับแฟนฟุตซอลไทยมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ

สำหรับพื้นที่สนามกีฬาแห่งชาติในปัจจุบัน มีประวัติความเป็นมาที่เชื่อมโยงกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาอย่างยาวนาน

ข้อมูลจากเอกสารของกรมศิลปากรระบุว่า เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2492 กรมพลศึกษาได้ทำสัญญาเช่าที่ดินจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อจัดสร้างสนามกีฬาแห่งชาติ โรงเรียนฝึกหัดครูพลศึกษา และสโมสรสถานลูกเสือ บนพื้นที่รวม 77 ไร่ 9 งาน เป็นระยะเวลา 29 ปี

ต่อมาได้มีพิธีวางศิลาฤกษ์สถานกีฬาแห่งชาติเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2493 และเริ่มก่อสร้างสนาม ก่อนจะแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2495 จากนั้นกรมพลศึกษาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “สนามศุภชลาศัยกรีฑาสถานแห่งชาติ” เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2495 เพื่อเป็นเกียรติแก่หลวงศุภชลาศัย อธิบดีกรมพลศึกษาในขณะนั้น

ขณะเดียวกัน ประวัติพื้นที่ดังกล่าวยังเกี่ยวข้องกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดยตรง โดยคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาของจุฬาฯ ระบุว่า พื้นที่บริเวณนี้มีที่มาจาก “วังกลางทุ่ง” หรือ “วังใหม่” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานวังและที่ดินโดยรอบให้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนที่รัฐบาลจะเข้ามาพัฒนาเป็นพื้นที่สนามกีฬาแห่งชาติในเวลาต่อมา

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา อาคารแห่งนี้เป็นมากกว่าสนามกีฬา เพราะเป็นสถานที่ที่สร้างความทรงจำให้กับนักกีฬาเยาวชน นักกีฬาทีมชาติ สโมสร ผู้ฝึกสอน ผู้ตัดสิน ตลอดจนแฟนกีฬาหลายรุ่น

“นิมิบุตร” อาจปิดฉากในบทบาทเดิม แต่เรื่องราวของสังเวียนแห่งนี้จะยังคงอยู่ในความทรงจำของคนกีฬาไทยต่อไป

Back To Top