Cover Image

1 ปีความขัดแย้งไทยกัมพูชา เด็กยังไม่ได้รับเยียวยาอย่างที่ควรเป็น

การสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาสองระลอกในปี 2025 ถือเป็นภัยที่ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนอย่างไม่เลือกวัย อย่างไรก็ตาม เด็กและเยาวชนถือเป็นช่วงวัยที่เปราะบางต่อผลกระทบกว่าช่วงวัยอื่น ความรุนแรงจากการปะทะทางทหารไม่เพียงส่งผลให้เด็กและเยาวชนเสี่ยงบาดเจ็บหรือกระทั่งเสียชีวิตเท่านั้น แต่ยังต้องอพยพออกจากบ้านและหยุดไปโรงเรียนชั่วคราว แม้อาจกินเวลาไม่นาน แต่การสูญเสียสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยและมั่นคงปลอดภัยย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตและความสามารถในการเรียนรู้ หากปราศจากมาตรการบรรเทาเยียวยาที่เหมาะสม ผลกระทบก็อาจลากยาวและฝากรอยแผลไว้เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่

ประชาชนอย่างน้อย 4.6 แสนคนต้องอพยพหนีภัยสู้รบ

ตลอดช่วงปี 2025 ความขัดแย้งเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชาที่ยกระดับความตึงเครียดจนกลายเป็นการการใช้กำลังทางทหารสู้รบตามพื้นที่ชายแดนสองระลอกช่วงวันที่ 24-29 กรกฎาคม 2025 และวันที่ 8-27 ธันวาคม 2025 บีบให้ประชาชนใน 7 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจำต้องอพยพออกจากพื้นที่อย่างน้อยราว 460,000 คน[1] โดยระหว่างการระลอกแรกมีผู้ได้รับผลกระทบที่ต้องอพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวอย่างน้อย 191,345 คน และอย่างน้อย 272,670 คนระหว่างการสู้รบระลอกสอง[2]

เด็กและเยาวชนต้องกลายเป็นผู้อพยพหนีภัยการสู้รบชั่วคราวเช่นกัน ในการปะทะระลอกเดือนธันวาคม 2025 กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) รายงานว่า มีเด็กและเยาวชนอายุ 0-17 ปีราว 86,000 คนที่ต้องอพยพ[3] โดยกระจายไปตามพื้นที่ 8 จังหวัดชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างและภาคตะวันออก ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี ตราด และปราจีนบุรี และมีส่วนหนึ่งที่ต้องอพยพในศูนย์พักพิงชั่วคราว

เด็ก-เยาวชนต้องหนีภัยสู้รบ เสี่ยงสูญเสียสุขภาพจิต-การเรียนรู้-คุณภาพชีวิต

ภัยการสู้รบบั่นทอนสภาพจิตใจของเด็กและเยาวชน ซึ่งถือปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่เอื้อให้พวกเขามีพัฒนาการและเติบโตอย่างสมบูรณ์ ภัยความรุนแรงจะส่งผลให้กลไกการทำงานของสมองตกอยู่ในภาวะเอาตัวรอด หากสมองถูกกระตุ้นจากภัยรุนแรงอย่างต่อเนื่องก็จะสะสมเป็นความเครียดเรื้อรัง ส่งผลให้เด็กและเยาวชนมีโอกาสเป็นโรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (Post-Traumatic Stress Disorder: PTSD) ความรุนแรงของโรคขึ้นอยู่ว่าพวกเขาเผชิญภัยคุกคามรุนแรงแค่ไหน ในกรณีเด็กเล็ก กระทั่งการได้ยินเสียงยิงปืนใหญ่หรือจรวดยิงโจมตีก็อาจส่งผลให้เกิดความเจ็บป่วยทางใจได้[4]

ขณะเดียวกัน เด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรควิตกกังวลและโรคซึมเศร้าสูงกว่าเด็กและเยาวชนทั่วไป โดยอัตราความชุกของโรคสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกราว 2-4 เท่า[5]  

ผลกระทบจากภัยการสู้รบยังขัดขวางการเรียนรู้และของเด็กและเยาวชนวัยเรียน โดยภาวะสมองเครียดส่งผลให้เด็กสูญเสียทักษะสมองส่วนหน้า การใช้สมาธิจดจ่อ ความสามารถในการจดจำ และการพัฒนาทักษะทางภาษา[6] บั่นทอนศักยภาพการเรียนรู้ของพวกเขา

ขณะเดียวกัน การสู้รบยังส่งผลให้เด็กและเยาวชนเสี่ยงสูญเสียการเรียนรู้ เนื่องจากมีโรงเรียนอย่างน้อย 917 แห่งในระลอกแรกและ 1,112 แห่งในระลอกที่สองต้องหยุดการเรียนการสอนชั่วคราว โดยเฉพาะโรงเรียนในพื้นที่เสี่ยงสูงที่ต้องหยุดเรียนต่อเนื่องหลายสัปดาห์ แม้อาจไม่ได้ปิดเรียนเป็นเวลายาวนานเป็นภาคการศึกษาเท่าช่วงที่โควิด-19 ระบาดก็จริง แต่จากการบอกเล่าจากในพื้นที่พบว่ามีเด็กนักเรียนที่สูญเสียความสามารถในการคิดคำนวณหลังกลับมาเรียนอีกครั้ง[7] ในระยะสั้น ยิ่งเหตุโจมตีรุนแรง ยิ่งอยู่ใกล้เหตุปะทะ ก็ยิ่งส่งผลกระทบต่อผลการเรียนหรือผลการสอบ ส่วนในระยะยาว ก็ส่งผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา[8]

การสู้รบยังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ โดย Institute for Strategic Policy ประเมินว่าความขัดแย้งไทย-กัมพูชาปี 2025 ส่งผลให้ไทยสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 2.4 หมื่นล้านบาทต่อเดือน[9] เป็นผลจากการปิดด่านการค้าชายแดน ห่วงโซ่อุปทานขาดตอน การลดลงของผลิตภาพจากแรงงานข้ามชาติกลับประเทศ การสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยว ธุรกิจในพื้นที่หดตัว การบริโภคจับจ่ายใช้สอยของครัวเรือนที่ลดลง และงบประมาณที่รัฐต้องจ่ายไปจากการรักษาความมั่นคงประเทศและมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

ในระดับครัวเรือน การสู้รบทำลายโอกาสยังทำลายการหารายได้และการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประชาชนในพื้นที่ ส่งผลให้ครัวเรือนสูญเสียทรัพยากรสนับสนุนเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะครัวเรือนที่ประกอบอาชีพรับจ้างรายวัน-ค้าขาย ซึ่งขาดรายได้แทบทั้งหมด เนื่องจากเหตุรุนแรงขัดขวางการประกอบอาชีพ รวมถึงครัวเรือนเกษตรที่พื้นที่ทำกิน พืชผลอาจได้รับความเสียหาย[10]

ในระดับประเทศ รัฐก็ต้องเสียทรัพยากรไปกับการสู้รบ เสียโอกาสในการเลือกนำงบประมาณไปใช้ลงทุนในนโยบายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหรือสวัสดิการเด็ก เยาวชน และครอบครัวแทนได้  

มาตรการรับมือ-คุ้มครองระหว่างภัยไม่พร้อมโอบอุ้มใจ-ประคองการเรียนรู้

ภัยการสู้รบส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนอย่างหนักหนาไม่ต่างจากภัยพิบัติฉุกเฉินประเภทอื่นๆ ที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นบ่อยกว่าอย่างเช่นอุทกภัย อย่างไรก็ตาม เหตุสู้รบบริเวณชายแดนสะท้อนให้เห็นว่า แม้รัฐมีมาตรการรับมือและคุ้มครองเด็กและเยาวชนระหว่างเกิดภัยพิบัติฉุกเฉินไม่ว่าจะเป็นภัยประเภทใดก็ตาม แต่ก็ยังก็คงขาดทรัพยากรและและขีดความสามารถในการระดมทรัพยากรที่จำเป็นแม้จะต้องรับมือต่อภัยพิบัติทุกปีก็ตาม ส่งผลให้ไม่สามารถบรรเทาผลกระทบทางใจและช่วยประคองการเรียนรู้ระหว่างเกิดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร  

การสู้รบบีบให้เด็กและเยาวชนต้องอพยพออกจากสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ชุมชน หรือโรงเรียน ทั้งยังรบกวนหรือกระทั่งทำลายโครงสร้างกิจวัตรประจำวันปกติที่คุ้นเคย การสร้าง ‘พื้นที่เป็นมิตรต่อเด็ก’ (Child-Friendly Space: CFS) ให้เกิดขึ้นในศูนย์พักพิงชั่วคราว จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูความรู้สึกปกติและมั่นคงปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นทางกายภาพหรือสภาพจิตใจ ช่วยผ่อนคลายความเครียดและวิตกกังวลของเด็กและเยาวชน ผ่านการจัดกิจกรรมที่ช่วยปลอบประโลมจิตใจ เปิดโอกาสให้แสดงอารมณ์และความรู้สึกนึกคิด รวมถึงดึงความสนใจให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน เช่น จัดมุมศิลปะ มุมนิทาน วงเล่านิทาน จัดกิจกรรมการเล่น โดยมีเจ้าหน้าที่หรืออาสาสมัครที่มีความรู้ความเข้าใจ ทั้งยังเป็นกลไกที่ช่วยให้ผู้ใหญ่สามารถจับสัญญาณและคัดกรองเด็กและเยาวชนที่มีความเสี่ยงจะมีปัญหาสุขภาพจิต

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกำหนดแนวทางการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวให้ต้องมีพื้นที่สำหรับเด็กโดยเฉพาะและการจัดกิจกรรมหมุนเวียน โดยอาจประสานความร่วมมือกับโรงเรียนหรือองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องเด็กในพื้นที่[11] แต่ในความเป็นจริง ศูนย์พักพิงหลายแห่งขาดการจัดกิจกรรม หรือหากสามารถจัดกิจกรรมได้ก็ขาดความต่อเนื่อง เนื่องจากขาดแคลนบุคลากรหรืออาสาสมัครหรือขาดบุคลากรที่มีความรู้ด้านการจัดการเล่นและการเรียนรู้[12] ส่งผลให้เด็กและเยาวชนไม่ได้รับการประคับประคองสุขภาพใจอย่างที่ควรจะเป็น  

ขณะเดียวกัน การเรียนรู้ของเด็กวัยเรียนและเยาวชนระหว่างอพยพก็ต้องสะดุดลง แม้ว่าจะมีการปรับและออกแบบรูปแบบการเรียนการสอนให้หลากหลายและยืดหยุ่นนับตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นการเรียนออนไลน์หรือเรียนผ่านใบงานและสื่อการเรียนก็ตาม แต่ในกรณีที่โรงเรียนเลือกจัดการเรียนการสอนออนไลน์ การขาดอุปกรณ์หรือโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเรียนก็ยังเป็นอุปสรรค เสียงจากพื้นที่สะท้อนว่า บางครัวเรือนก็ไม่ได้มีสมาร์ตโฟน หากมี ก็มีก็อาจจะไม่มีอินเทอร์เน็ต หรือต่อให้มีอินเทอร์เน็ต สัญญาณก็อาจเข้าไปไม่ถึงศูนย์พักพิงชั่วคราว โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล[13]

แต่ยิ่งไปกว่าการไม่สามารถจัดกิจกรรมผ่อนคลายจิตใจอย่างต่อเนื่องและไม่สามารถประคองกระบวนการเรียนรู้ระหว่างวิกฤตได้ ปัญหาพื้นฐานที่สุดคือ ศูนย์พักพิงชั่วคราวบางแห่งอาจกระทั่งมีพื้นที่ไม่เพียงพอและแออัดเกินไปที่จะจัดพื้นที่เป็นมิตรต่อเด็กสำหรับการเล่นหรือพื้นที่ปลอดภัยที่เงียบสงบและเอื้อต่อสมาธิในการเรียนรู้ได้[14]

มาตรการเยียวยาเด็กและครอบครัวไม่เพียงพอ-ล่าช้า-ไม่สอดคล้องลักษณะภัย

การสู้รบส่งผลกระทบต่อผู้คนอย่างไม่เลือกชนชั้น แต่ผู้มีรายได้ต่ำ มีต้นทุนและทรัพยากรน้อยกว่าย่อมมีความสามารถในฟื้นคืนหลังวิกฤตต่ำกว่าผู้มีรายได้สูงที่มีทรัพยากรพร้อมมากกว่า ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบจึงอาจมีแนวโน้มมีความสามารถในการรับมือและฟื้นคืนต่ำกว่า เนื่องจาก 5 จังหวัดจาก 7 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว) เป็นพื้นที่ที่ครัวเรือนมีรายได้ประจำต่อเดือนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ โดยรายได้ครัวเรือนประจำเฉลี่ยของ 5 จังหวัดชายแดนอยู่ที่ระหว่าง 19,629-21,813 บาทต่อเดือน ขณะที่ค่าเฉลี่ยประเทศอยู่ที่ 28,706 บาทต่อเดือน[15] ยังไม่นับว่าครัวเรือนส่วนหนึ่งมีหนี้สินติดตัวเช่นกัน

มาตรการเยียวยาที่ครอบคลุมจะช่วยหนุนให้ผู้ได้รับผลกระทบได้รับทรัพยากรที่จำเป็นในประคับประคองและฟื้นฟูหลังผ่านพ้นวิกฤต อย่างไรก็ตาม ภัยการสู้รบชายแดนได้เปิดให้เห็นปัญหาของมาตรการเยียวยาที่ยังไม่ได้รับการถอดบทเรียน แม้รัฐจะผ่านการรับมือผู้ได้รับผลกระทบต่อภัยพิบัติหลายครั้งก็ตามคือ วงเงินเยียวยาที่ไม่เพียงพอ ขณะที่เงื่อนไขการเยียวยาก็ไม่สะท้อนสภาพจริง

สำหรับกรณีเงินเยียวยาเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยการสู้รบเป็นการเฉพาะที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้อนุมัติเบิกจ่ายจากงบกลางสำหรับกรณีฉุกเฉินทั้งในการสู้รบเดือนกรกฎาคมและเดือนธันวาคม ผู้ประสบภัยในพื้นที่มองว่า อัตราการจ่าย ซึ่งกำหนดให้ครัวเรือนที่อพยพเงินช่วยเหลือ 2,000 บาทหากอพยพไม่เกิน 7 วัน และ 5,000 บาทยังไม่เพียงพอต่อการฟื้นฟู[16]

อัตราการจ่ายเงินเยียวยากรณีที่อพยพยังใช้อัตราเดียวกันสำหรับครัวเรือนทุกขนาด[17] ไม่ได้พิจารณาวงเงินตามขนาดครัวเรือนหรือจ่ายเป็นรายหัว หากมีจำนวนสมาชิกครัวเรือนมาก ก็จะยิ่งได้รับความช่วยเหลือเฉลี่ยต่อคนน้อยลง โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรยากจนที่มักอาศัยร่วมกันหลายคน[18] ทั้งยังให้สำหรับการอพยพครั้งเดียว ขณะที่ในความเป็นจริง มีผู้ประสบภัยที่ต้องอพยพมากกว่าหนึ่งครั้ง เนื่องจากคาดการณ์ได้ยากว่าเหตุรุนแรงจะเกิดขึ้นพื้นที่ไหน หรือจะเกิดซ้ำหรือไม่

ยิ่งไปกว่านั้น มติอนุมัติจ่ายเงินเยียวยายังล่าช้า โดยในเหตุสู้รบระลอกแรก การตัดสินใจอนุมัติจ่ายเงินเกิดขึ้นหลังเหตุโจมตีสงบไปแล้วราว 1 เดือน (26 สิงหาคม 2025) ส่วนระลอกสอง ตัดสินใจล่าช้าไปราว 2 สัปดาห์หลังการสู้รบเริ่มขึ้นอีกครั้ง (23 ธันวาคม 2025)[19]    

มาตรการช่วยเหลือประเภทอีกหนึ่งที่เปิดให้ผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติและภัยการสู้รบสามารถขอรับเงินเยียวยาได้อย่างเงินทดรองราชการ[20] ก็มีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขบางประการไม่ครอบคลุมและไม่สอดคล้องกับลักษณะภัยและผลกระทบที่เกิดจากภัยการสู้รบทางทหาร ส่งผลให้ผู้ประสบภัยอาจตกหล่นจากการเข้าถึงความช่วยเหลือ

ตัวอย่างเงื่อนไขของรายการเงินเยียวยาที่สะท้อนให้เห็นช่องว่างดังกล่าวคือ ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพเบื้องต้น โดยครัวเรือนจะสามารถรับความช่วยเหลือได้ในกรณีที่อยู่อาศัยเสียหายทั้งหลังเป็นจำนวนเงินไม่เกิน 3,800 บาท[21] [22] แต่ในความเป็นจริง ครัวเรือนย่อมต้องรีบอพยพออกก่อนเมื่อพื้นที่ที่อยู่อาศัยกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อรักษาชีวิตให้อยู่รอด

การปรับเงื่อนไขการเยียวยาให้ครอบคลุมและสะท้อนความเป็นจริงเป็นอีกจุดที่รัฐบาลสามารถปรับปรุงให้มาตรการเยียวยารองรับและช่วยให้ผู้ได้รับผลกระทบฟื้นตัวหลังวิกฤตได้ดีขึ้น แม้ว่าแนวทางของรัฐบาลจะมุ่งไปที่การปรับปรุงกระบวนการจ่ายเงินช่วยเหลือให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้เงินเยียวยาถึงมือผู้ประสบภัยครบ[23] รวมการปรับอัตราเงินทดรองราชการเพิ่ม[24] ซึ่งก็เป็นประเด็นสำคัญเช่นกัน

การขจัดต้นตอความขัดแย้งขาดความเร่งด่วน นโยบายสันติภาพรัฐบาลขาดรูปธรรม

แม้ความตึงเครียดบริเวณชายแดนจะผ่อนคลายลงบ้างหลังรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเมื่อปลายเดือนธันวาคมปี 2025 อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นเพียงความขัดแย้งที่รอวันปะทุอีกครั้ง โอกาสที่ข้อพิพาทเขตแดนจะทวีความตึงเครียดและยกระดับไปเป็นการใช้กำลังทางการทหารปะทะจะไม่หมดไป หากไทยและกัมพูชายังสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนตามเส้นเขตแดนที่กำหนดไว้ไม่เสร็จลุล่วง ซึ่งเหลืออีก 195 กิโลเมตร[25] สร้างความเสี่ยง ความวิตกกังวล และความไม่แน่นอนในชีวิตให้แก่เด็ก เยาวชน และครอบครัวที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงอย่างไม่รู้จบ[26]

ทิศทางความขัดแย้งที่เยาวชนต้องการเห็นคือ รัฐบาลยุติการสู้รบกับกัมพูชา จากผลสำรวจแนวคิดและความต้องการนโยบายสาธารณะของผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดย 101 Public Policy Think Tank ต่อคำถามที่ว่า ‘รัฐบาลควรพยายามยุติการสู้รบกับกัมพูชาในทันทีหรือไม่’ พบว่าเยาวชนที่มีสิทธิเลือกตั้งอายุ 18-25 ปี ร้อยละ 74.5 หรือราวสามในสี่ของเยาวชนทั่วประเทศต้องการให้รัฐบาลยุติการสู้รบทันที[27]  ถือว่าสูงกว่าสัดส่วนความเห็นรวมของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 68.5    

ดังนั้น หากจะขจัดต้นตอของปัญหาที่เอื้อให้การสู้รบเสี่ยงเกิดซ้ำ นำไปสู่การบั่นทอนคุณภาพชีวิตและเติมเต็มศักยภาพของของเด็ก เยาวชน และครอบครัว นโยบายที่รัฐต้องดำเนินอย่างเร่งด่วนคือ การปักปันเขตแดนที่เหลือให้ลุล่วง

ทว่าการแก้ไขปัญหาเพื่อคลี่คลายและยุติข้อพิพาทเขตกลับไม่ถูกจัดวางให้เป็นนโยบายสำคัญ โดยสะท้อนผ่านคำแถลงนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันที่ระบุเกี่ยวกับการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชาเพียงกว้างๆ เท่านั้น แต่ไม่ได้ระบุเป้าหมายของนโยบายและแนวทางดำเนินนโยบายอย่างชัดเจนและเจาะจง[28] ทั้งที่มีเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการร่วมกันปักปันเขตแดนให้ลุล่วงอย่างคณะกรรมการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission: JBC) ซึ่งถูกจัดตั้งตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก (MOU43)

ท่าทีที่ผ่านมาของรัฐบาลยังสะท้อนให้เห็นอีกว่า การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนที่ค้างคาอยู่ให้ลุล่วงไม่ใช่นโยบายเร่งด่วนที่ต้องทำทันที แม้ว่าจะมีการหารือร่วมกับฝ่ายกัมพูชาเกี่ยวกับการกลับมาเดินหน้ากระบวนการดังกล่าวอีกครั้งภายใต้กลไก JBC ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 แต่ฝ่ายไทยกลับยังล่าช้าและหันไปให้ความสนใจกับประเด็นข้อพิพาททางทะเลมากกกว่าทางบก[29]

ข้อเสนอนโยบาย: รัฐต้องถอดบทเรียนการคุ้มครอง-เยียวยาเด็ก เยาวชน และครัวเรือนจากภัยพิบัติ

การสู้รบถือเป็นสาธารณภัยฉุกเฉินที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตของเด็ก เยาวชน และครัวเรือนเช่นเดียวกันกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอื่นๆ แต่การปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาสะท้อนให้เห็นว่า  มาตรการรับมือและปกป้องเด็กและเยาวชนระหว่างเกิดภัยยังไม่อาจโอบอุ้มสภาพจิตใจและการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่มาตรการเยียวยาก็ยังไม่ครอบคลุมและไม่เพียงพอที่จะช่วยให้ครัวเรือนฟื้นฟูได้อย่างเต็มศักยภาพ แม้รัฐผ่านการรับมือวิกฤตและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบมาหลายครา ซ้ำร้าย ความเสี่ยงที่ความตึงเครียดบริเวณชายแดนอาจยกระดับไปสู่การใช้กำลังทางทหารปะทะกันระหว่างไทยและกัมพูชาอีกครั้งก็ยังไม่หมดไปแม้ข้อตกลงหยุดยิงจะยังคงมีผล ปล่อยให้เด็ก เยาวชน และครัวเรือนในพื้นที่ชายแดนแบกรับความเสี่ยงที่จะเผชิญภัยและความไม่แน่นอนในชีวิตต่อไป

ภัยฉุกเฉินเป็นสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้เสมอไปว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ จะเกิดขึ้นถี่แค่ไหน หรือจะเกิดขึ้นในพื้นที่ใด ดังนั้น รัฐบาลต้องถอดบทเรียนจากวิกฤตสาธารณภัยว่า ช่องว่างของมาตรการรองรับและเยียวยาผู้ประสบภัยอยู่ตรงไหน และจะปรับปรุงให้มาตรการสามารถคุ้มครอง ประคับประคอง และเยียวยาฟื้นฟูเด็ก เยาวชน และครัวเรือนหลังภัยผ่านพ้นไปได้อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเกิดภัยพิบัติฉุกเฉินประเภทใดก็ตาม

ระหว่างเกิดภัย เพื่อให้ศูนย์พักพิงชั่วคราวเป็นพื้นที่ที่สามารถประคับประคองสุขภาพใจและการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนได้อย่างแท้จริง รัฐ โดยเฉพาะท้องถิ่นควรเล่นบทบาทเชิงรุกในการประสานภาคประชาสังคมที่มีความรู้หรือความเชี่ยวชาญในการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้แก่เด็กและเยาวชนที่เหมาะสมต่อบริบทและสถานการณ์ของพื้นที่ แต่ที่สำคัญคือ เมื่อทรัพยากรจำกัด ภาคประชาสังคมในพื้นที่ควรส่งต่อองค์ความรู้และสร้างขีดความสามารถในการจัดพื้นที่เป็นมิตรต่อเด็กให้แก่ชุมชน ครู หรือ อสม.

แนวทางดังกล่าวยังสามารถใช้ในการส่งต่อองค์ความรู้และสร้างขีดความสามารถด้านการดูแลและคัดกรองสุขภาพใจของเด็กและเยาวชนให้แก่ชุมชน ครู หรือ อสม. เช่นกัน เพื่อเสริมหรืออุดช่องว่างการติดตามความเสี่ยงด้านสุขภาพจิต เช่น อาการเครียดหรือการเกิดโรค PTSD ระหว่างและหลังวิกฤตของทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต (MCATT) ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงสาธารณสุข

หลังภัยผ่านพ้น เพื่อให้ผู้ประสบภัยสามารถลุกกลับมายืนหลังวิกฤตได้อีกครั้ง รัฐบาลควรพิจารณาการปรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเยียวยาเพื่อให้ครอบคลุม เหมาะสมกับลักษณะและผลกระทบจากสาธารณภัยทุกประเภท เพียงพอต่อครัวเรือนทุกขนาด และสะท้อนความเสียหายจริง

ในภาพใหญ่ของปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา รัฐบาลควรหันกลับมาเร่งกระบวนการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนโดยอาศัยกลไกที่มีอยู่แล้วอย่าง JBC เพื่อยุติความกำกวมของพื้นที่ชายแดนที่ยังไม่ได้ทำสัญลักษณ์บนพื้นที่กายภาพเพื่อบ่งชี้เขตแดนอย่างชัดเจน ขจัดเงื่อนไขที่เอื้อให้ความตึงเครียดไต่ระดับและอาจปะทุกลายเป็นการใช้กำลังทางการทหารได้

รายการอ้างอิง


[1] UNICEF Thailand, Renewed Armed Clashes between Cambodia and Thailand Situation Report No. 4, December 18, 2025, 1.

[2] เพิ่งอ้าง.

[3] เพิ่งอ้าง.  

[4] Pietro Ferrara et al., “The Silent Wounds of War: Psycho-physical Impacts and International Legal Implications for Children in Conflict Zones,” Global Pediatrics 14 (December 2025): 100287, 3, https://doi.org/10.1016/j.gpeds.2025.100287

[5] เพิ่งอ้าง, 2.

[6] เพิ่งอ้าง.

[7] สัมภาษณ์ ลัดดา ไวยวรรณ, มูลนิธิเพื่อสุขภาพและการแบ่งปัน, สัมภาษณ์โดยผู้เขียน, อุบลราชธานี (ออนไลน์), 23 มิถุนายน 2026.

[8] Paola Vesco et al., “The Impacts of Armed Conflict on Human Development: A Review of the Literature,” World Development 187 (March 2025): 106806, 5, https://doi.org/10.1016/j.worlddev.2024.106806.

[9] Institute for Strategic Policy, Economic and Social Externalities of Interstate Conflict: A Study of the Economic and Social Fallout from the Cambodia-Thailand Conflict in 2025, December 2025.

[10] “สงครามซ้ำเติม ความพยายาม ‘แก้จน’ ย้ำต้นทุนอพยพ-หนี้-สูญรายได้ ภาระหนัก,” The Active, 15 ธันวาคม 2025, https://theactive.thaipbs.or.th/news/marginal-people-20251215 (เข้าถึงเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2026)

[11] กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย, คู่มือการจัดตั้งและการบริหารจัดการศูนย์พักพิงชั่วคราว (กรุงเทพฯ: กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, 2565), 111.

[12] “เด็กในภาวะ ‘ภัยพิบัติ-สงคราม’ ต้องมี พื้นที่ปลอดภัย 1 ตร.ม. พร้อมกลไกฟื้นฟูใจหลังเผชิญวิกฤต,” The Active, 20 ธันวาคม 2025, https://theactive.thaipbs.or.th/news/public-health-20251220; สัมภาษณ์ ลัดดา.

[13] เพ็ญพิชชา มุ่งงาม, “ฟื้นฟูเด็กจากบาดแผลสงคราม ใช้คนทั้งสังคม: การเยียวยาและพาเด็กชายแดนเติบโตอย่างมั่นคงหลังความขัดแย้งไทย-กัมพูชา,” The 101 .World, 15 พฤษภาคม 2569, https://www.the101.world/border-conflict-child-recovery/.; “อพยพช่วงใกล้สอบ – ความไม่พร้อมเรียนออนไลน์ เหตุปะทะชายแดนระลอกใหม่กระทบนักเรียนไทยอย่างไรบ้าง?,” บีบีซีไทย, 8 ธันวาคม 2025,https://www.bbc.com/thai/articles/cdj8zw78eglo; สัมภาษณ์ ลัดดา.

[14] สัมภาษณ์ ลัดดา.

[15] สำนักงานสถิติแห่งชาติ, รายได้และการกระจายรายได้ของครัวเรือน พ.ศ. 2566 ระดับจังหวัด, 11-13.

[16] เพ็ญพิชชา, “ฟื้นฟูเด็กจากบาดแผลสงคราม ใช้คนทั้งสังคม: การเยียวยาและพาเด็กชายแดนเติบโตอย่างมั่นคงหลังความขัดแย้งไทย-กัมพูชา.

[17] มติ ครม. หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ ปี 2568

[18] สัมภาษณ์ ลัดดา.

[19] “รัฐบาล โอนเงินเยียวยาชายแดนไทย–กัมพูชา 7 จังหวัด ครบ 695,945 ครัวเรือน รวมกว่า 3,313 ล้านบาท,” ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน (GCC), 9 มีนาคม 2026, https://gcc.go.th/?p=2095.

[20] เป็นไปตามกฎหมายภายใต้ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2568 และ หลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2563

[21] หลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2563

[22] ปภ. ออกหลักเกณฑ์การจ่ายเงินใหม่ที่ปรับอัตราการจ่ายเงินเพิ่ม แต่มีผลบังคับใช้ในเดือนมีนาคม 2026 ซึ่งเป็นช่วงหลังเหตุสู้รบ 

[23] กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM, “ปภ. เดินหน้างานเชิงรุก 5 ด้าน ขับเคลื่อนนโยบาย “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5” ยกระดับระบบเตือนภัย–เยียวยาครบวงจร จ่ายเงินช่วยเหลือครบ 100%,” Facebook, March 20, 2026, https://www.facebook.com/DDPMNews/posts/pfbid022frjMa5dRfbLXMwFob6Pi6LRmcsACfRB7WJphJwgsRSMC6f3SKYTYXj8cLmHzFtLl

[24] หลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2569

[25] พื้นที่เขตแดนไทย-กัมพูชาที่ยังไม่เคยมีการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนตามที่กำหนดเส้นเขตแดนและเขตอำนาจอธิปไตยไว้คือ จากช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษถึงช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี

[26] ณรจญา ตัญจพัฒน์กุล, “‘ทำให้จบๆ’ แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาแบบไหนให้จบจริงและไม่เจ็บ,” 101 Public Policy Think Tank, 5 กุมภาพันธ์ 2026, https://101pub.org/thai-cambodia-conflict-resolution/

[27] วรดร เลิศรัตน์, สรงกรณ์ เตชวณิชย์พงศ์, ฉัตร คำแสง, และ ชานนทร์ เตชะสุนทรวัฒน์, ผลสำรวจแนวคิดและความต้องการนโยบายสาธารณะของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 

[28] สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569 (กรุงเทพฯ: สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, 2026), https://www.soc.go.th/wp-content/uploads/2026/04/Policy_69_th.pdf.

[29] Poramet Tangsathaporn, “Thai-Cambodian Maritime Pact Set for Cancellation,” Bangkok Post, April 29, 2026, https://www.bangkokpost.com/thailand/general/3246114/thaicambodian-maritime-pact-set-for-cancellation.

Thai-Cambodia ความขัดแย้ง ชายแดน ณรจญา ตัญจพัฒน์กุล รายงานเด็ก 2026 สสส. เยาวชน

Back To Top