“งานกาชาด” จากงานบุญระดมทุน 1 บาท สู่งานแมสระดับประเทศ ที่มีคนเข้าวันละแสนคน - Marketeer Online
“งานกาชาด” เริ่มต้นมาเป็นเพียงงานระดมทุนเล็กๆ ที่เก็บค่าบำรุงแค่ 1 บาท เมื่อร้อยกว่าปีก่อน
แต่ทุกวันนี้ กลับกลายเป็นงานอีเวนต์ระดับแมสของประเทศ ที่มีผู้คนแห่เข้าไปเดินเที่ยวชมงานกว่าวันละ 1 แสนคน
อะไรทำให้งานการกุศลเล็กๆ ในอดีต กลายเป็นงานใหญ่ได้ขนาดนี้?
งานกาชาดจัดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2465 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 6
ผู้จัดคือ สภากาชาดสยาม (ชื่อในเวลานั้น) จัดขึ้นที่ท้องสนามหลวง ใช้ชื่องานว่า “การรับประชาสมาชิก”
วัตถุประสงค์ตอนนั้นตรงไปตรงมา คือ ชวนคนมาสมัครเป็นสมาชิก เก็บค่าบำรุงปีละ 1 บาท เพื่อนำเงินที่ได้ไปดำเนินงานและภารกิจต่างๆ ของโครงการ
แต่โจทย์ที่ท้าทายในยุคแรกคือ ทำอย่างไรถึงจะดึงดูดใจให้คนสนใจมาเดินงาน และมาร่วมกิจกรรมของสภากาชาดให้ได้มากที่สุด
เพราะถ้ามีแค่โต๊ะรับสมัครอย่างเดียว งานก็คงไม่มีอะไรดึงดูดใจให้คนอยากมา
งานนี้จึงต้องมีกิจกรรมหรือมหรสพรื่นเริงใจเพื่อให้ดึงดูดคนเข้ามาด้วย
ยุคแรกๆ เริ่มจากกิจกรรมอย่างการแข่งขันว่าว การแสดงงิ้ว และวงปี่พาทย์
ต่อมาก็เริ่มมีของแปลกใหม่เข้ามาเพิ่มอย่าง “การสอยกัลปพฤกษ์” ซึ่งทุกวันนี้คือ “เกมสอยดาว”
รวมถึงมีกิจกรรมตื่นตาตื่นใจให้คนดู อย่าง “มอเตอร์ไซค์ไต่ถัง” ก่อนที่จะเริ่มมีการขาย “ลอตเตอรี่” ฉบับละ 1 บาท
เมื่อกาลเวลาผ่านไป งานกาชาดก็ค่อยๆ เปลี่ยนตัวเองจากงานที่ต้องชวนคนมาสมัครสมาชิก กลายเป็นงานอีเวนต์ประจำปีที่คนอยากมาเดินเอง
สถานที่จัดงานก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย จากสนามหลวง ไปยังพระราชอุทยานสราญรมย์ ลานพระบรมรูปทรงม้า และสวนอัมพร
ก่อนจะย้ายมาลงหลักปักฐานที่ “สวนลุมพินี” ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานหลักในปัจจุบัน
ปัจจุบันมีคนเข้างานกาชาดถึงหลักแสนคนต่อวัน
แน่นอนว่าเมื่อคนเยอะขึ้น กิจกรรมต่างๆ และเม็ดเงินที่สะพัดอยู่ภายในงาน ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ภายในงานมีการแบ่งพื้นที่ออกเป็นหลายโซน และหลายบูธ
มีทั้งของหน่วยงานรัฐ มูลนิธิ สถาบันต่างๆ ไปจนถึงบริษัทเอกชน และผู้ประกอบการรายย่อย
แต่ละหน่วยจัดกิจกรรมของตัวเอง เช่น สอยดาว บิงโก เล่นเกม เปิดให้คนทำกิจกรรมต่างๆ หรือบางซุ้มก็ขายของอย่างเดียว
สำหรับหน่วยงานรัฐหรือบางหน่วยงาน งานกาชาดก็เปรียบเหมือนธรรมเนียมประจำปีที่ต้องมาออกบูธทุกปี
เพราะการที่มีคนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก ก็เหมือนได้มีพื้นที่ให้ได้นำเสนอหน่วยงานและพันธกิจต่างๆ ให้คนได้รู้จัก
อีกทั้งมีการนำรายได้จากกิจกรรมไปสมทบทุนบริจาคเข้าสภากาชาด เป็นการทำประชาสัมพันธ์หน่วยงานไปในตัว
ขณะที่บริษัทเอกชนหรือแบรนด์ต่างๆ ก็มาในหลายรูปแบบ
บางแบรนด์มาเพื่อให้คนได้เห็นโลโก้ เห็นสินค้า บางแบรนด์มาในรูปแบบสมทบทุนบริจาคเข้าสภากาชาด หรือทำเป็นกิจกรรม CSR เพื่อสังคม
ทั้งหมดนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของการประชาสัมพันธ์องค์กรเช่นกัน
ส่วนโซนที่ดุเดือดที่สุดคงหนีไม่พ้นโซนร้านอาหารและแผงขายของ
เพราะพื้นที่ตรงไหนที่เป็นทำเลทอง หรือมีแนวโน้มว่าคนจะเดินผ่านเยอะ ผู้ประกอบการก็สนใจแย่งพื้นที่ขายของกัน หรือต้องมีการประมูลกันในราคาหลักหลายแสนบาท
ใครสู้ราคาได้มากกว่า หรือมั่นใจว่ามีโอกาสคุ้มทุนมากกว่า ก็ได้พื้นที่ตรงนั้นไป
สำหรับคนที่มาเดินงาน ก็เหมือนได้ครบในที่เดียว
ทั้งได้หาอาหาร ขนมแปลกๆ หรือของอร่อยท้องถิ่นที่หาไม่ได้จากที่อื่น
อีกทั้งมีเกมสนุกๆ และของรางวัลล่อใจให้มาล่ารางวัลในงาน
จะได้มากได้น้อย เป็นรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือของเล็กๆ น้ำยาปรับผ้านุ่ม ก็แล้วแต่โชคของแต่ละคน
และสุดท้าย ปลายทางของเงินค่าเช่าแผง รวมถึงรายได้จากกิจกรรมต่างๆ ก็จะไหลเข้าสภากาชาด เพื่อนำไปดำเนินกิจกรรมของโครงการต่อไป
งานกาชาดจึงเป็นตัวอย่างที่ดีของการจัดงานระดมทุนบริจาค ที่ดึงคนไปเข้าร่วมงานด้วยกิจกรรมและรางวัลต่างๆ
เพราะหากลองนึกย้อนไป ถ้าเป็นแค่งานรอรับบริจาคอย่างเดียว คนทั่วไปก็คงไม่ได้สนใจไปงานมากเท่าทุกวันนี้
แต่เมื่อรู้จักสร้างแรงจูงใจให้คนอยากไปร่วมงาน มีกิจกรรม งานรื่นเริง และของรางวัลต่างๆ ก็ทำให้คนรู้สึกสนใจไปงานได้
จากงานบุญระดมทุน 1 บาท เมื่อ 104 ปีที่แล้ว จึงกลายมาเป็นงานแมสระดับประเทศ ที่มีคนเข้าวันละแสนคนในวันนี้