ธอส. ไม่หวั่นกระแสบิดหนี้ หนุนฟรีแลนซ์กู้บ้าน 1 หมื่นล้านบาท

ธอส.ไม่หวั่นกระแสบิดหนี้ หนุนฟรีแลนซ์กู้บ้าน 1 หมื่นล้านบาท ชูสินเชื่อโซลาร์รูฟรับพ.ร.ก.กู้ 2 แสนล้าน
เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม นายมหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยถึงกรณีสื่อสังคมออนไลน์มีการเผยแพร่แนวทางชักชวนประชาชน “บิดหนี้” หรือจงใจไม่ชำระหนี้ ซึ่งส่งผลให้ประชาชนกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของระบบสถาบันการเงินนั้น ว่า ธอส.ไม่ได้กังวลต่อประเด็นดังกล่าว เนื่องจากสินเชื่อของธนาคารเป็นสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งมีการพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าอย่างรอบด้านตั้งแต่ก่อนอนุมัติสินเชื่อ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้กู้มีความต้องการซื้อบ้านจริง แตกต่างจากสินเชื่อส่วนบุคคลที่กำลังเป็นประเด็นในขณะนี้
นายมหัทธนะ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม หากลูกค้าได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจหรือรายได้ลดลงจนเริ่มมีปัญหาการผ่อนชำระ ธอส.จะเข้าไปช่วยเหลือตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อไม่ให้กลายเป็นหนี้เสีย ผ่านมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ ประนอมหนี้ ขยายระยะเวลาการกู้ และปรับค่างวดให้เหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า พร้อมนำระบบดิจิทัล แดชบอร์ด และการวิเคราะห์ข้อมูลมาใช้ติดตามคุณภาพสินเชื่ออย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือลูกค้าได้อย่างทันท่วงทีและลดโอกาสการเกิด NPL ในอนาคต
นายมหัทธนะ กล่าวว่า ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานช่วงครึ่งปีแรก (มกราคม-มิถุนายน 2569) ธอส.ปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 123,149.93 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.85% จากช่วงเดียวกันปีก่อน คิดเป็น 49.90% ของเป้าหมายทั้งปีที่ 246,795 ล้านบาท โดยเป็นการปล่อยสินเชื่อให้ผู้กู้บ้านวงเงินไม่เกิน 3 ล้านบาท จำนวน 58,685 ราย เพิ่มขึ้น 7.39% ขณะที่หนี้ NPL อยู่ที่ 106,923.72 ล้านบาท หรือคิดเป็น 5.54% ของสินเชื่อรวม ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนให้ว่าคุณภาพสินเชื่อยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยธนาคารยังมีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสูงถึง 161,193.05 ล้านบาท คิดเป็น Coverage Ratio 150.76% และมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 15.47% สูงกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
นายมหัทธนะ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันภาคอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญความท้าทาย แต่ตลาดได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว คาดว่าการฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 จะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของประชาชน ทั้งนี้ ธอส.จึงยังคงเป้าหมายปล่อยสินเชื่อใหม่ทั้งปีไว้ที่ 246,795 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าขยายโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือฟรีแลนซ์ ซึ่งตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่มากกว่า 10,000 ล้านบาท ผ่านการใช้ Credit Scoring, AI Credit Assessment และ Alternative Data มาช่วยประเมินความสามารถในการชำระหนี้ ลดระยะเวลาการอนุมัติสินเชื่อ และเพิ่มโอกาสให้กลุ่มที่ไม่มีรายได้ประจำสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น
นายมหัทธนะ กล่าวว่า สำหรับบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทยังเป็นตลาดหลักของธนาคาร คิดเป็นสัดส่วนกว่า 80% ของสินเชื่อใหม่ทั้งหมด ขณะที่วงเงินกู้เฉลี่ยต่อรายในปีนี้อยู่ที่ 1.07 ล้านบาท ลดลงกว่า 10% จากปี 2568 สะท้อนการมุ่งช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและปานกลางให้เข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยมากขึ้น นอกจากนี้ การที่ภาครัฐขยายมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองออกไปอีก 1 ปี ยังจะช่วยประคับประคองภาคอสังหาริมทรัพย์ได้ต่อเนื่อง ซึ่งหลังพบว่าก่อนมาตรการเดิมสิ้นสุด มีลูกค้าเข้ามาทำธุรกรรมจำนวนมากจนธนาคารต้องขยายเวลาให้บริการ สะท้อนว่ามาตรการดังกล่าวมีผลต่อการตัดสินใจซื้อบ้านของประชาชนอย่าเห็นได้ชัด
นายมหัทธนะ กล่าวว่า นอกจากนี้ ธอส.ยังเตรียมเครื่องมือสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อรองรับนโยบายรัฐบาลภายใต้กรอบวงเงิน พ.ร.ก. 200,000 ล้านบาท ผ่านสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน (Green Loan & ESG) ที่ธนาคารมีอยู่แล้ว ทั้งสินเชื่อบ้านอยู่เย็นเป็นสุข สินเชื่อบ้านเบอร์ 5 และสินเชื่อ Solar Roof โดยปัจจุบันสินเชื่อ Solar Roof สำหรับลูกค้าเดิมคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 1% นาน 3 ปี ส่วนลูกค้าใหม่เริ่มต้นที่ 0.99% เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ภายในที่อยู่อาศัย ลดภาระค่าไฟฟ้าและเพิ่มการใช้พลังงานสะอาด