Cover Image

‘ภาษี 1%’ กับดักความเสี่ยงการคลังญี่ปุ่น.!


การประกาศปรับลดภาษีการบริโภค (Consumption Tax) หมวดอาหารและเครื่องดื่ม จาก 8% เหลือเพียง 1% เป็นเวลา 2 ปีของนายกรัฐมนตรี “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” กลายเป็นหนึ่งในความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจที่สั่นสะเทือนวงการการเมืองญี่ปุ่นมากสุดรอบหลายสิบปี

เพราะนี่คือครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2532 ที่รัฐบาลญี่ปุ่น ยินยอมปรับลดภาษีประเภทนี้ลง เพื่อหวังบรรเทาวิกฤตค่าครองชีพที่กดดันประชาชนอย่างหนัก..!

ทว่าภายใต้เงื่อนไขการลดภาษีควบคู่กับการแจกเงินสดปีละ 6 แสนล้านเยน แก่ผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง เพื่อให้ภาระภาษีในทางปฏิบัติลดลงจนใกล้เคียง 0% กลับสะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่น่าสนใจ เหตุผลที่รัฐบาลไม่สามารถลดภาษีเหลือ 0% ตามที่เคยหาเสียงไว้ตั้งแต่แรก เป็นเพราะความไม่พร้อมของระบบเทคโนโลยีและเครื่องแคชเชียร์ในร้านค้าปลีกทั่วประเทศ ที่ต้องใช้เวลาปรับแต่งนานเกินไป

ทางออกแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ อย่าง “ภาษี 1% บวกเงินอุดหนุน” จึงถูกนำมาใช้แทน..

แม้เป้าหมายระยะสั้น เป็นการดึงกำลังซื้อและช่วยเหลือประชาชน แต่ผลกระทบระยะยาวต่อการคลังของประเทศ กลับน่ากังวลอย่างยิ่ง การลดภาษีเป็นเวลา 2 ปี คาดว่าจะทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้มหาศาลถึงประมาณ 10 ล้านล้านเยน ถือเป็นตัวเลขที่สูงมากสำหรับประเทศ ที่มีภาระหนี้สาธารณะต่อ GDP สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

ที่สำคัญยิ่งสร้างความแคลงใจมากขึ้น เมื่อรัฐบาลยังไม่สามารถระบุแหล่งเงินทุนชดเชยที่ชัดเจน โดยอ้างเพียงว่าจะใช้การ “ปฏิรูปทางการคลัง” โดยไม่พิมพ์พันธบัตรเพิ่ม

ความคลุมเครือดังกล่าว ส่งผลให้เกิดรอยร้าวภายในพรรครัฐบาล (LDP) อย่างเห็นได้ชัด แกนนำและสมาชิกหลายคนออกมาคัดค้านอย่างรุนแรง อย่างเช่น ทาโร โคโนะ ที่ชี้ให้เห็นความเสี่ยงว่า มาตรการนี้อาจไม่ได้ทำให้ราคาอาหารลดลงจริงในทางปฏิบัติ และเมื่อครบกำหนด 2 ปี แล้วต้องปรับภาษีกลับมาเป็น 8% เท่าเดิม ราคาสินค้าอาจพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงจนเกิดภาวะช็อกทางเศรษฐกิจ ขณะที่ “ยูกะ โอบุจิ” ถึงขั้นตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งในคณะทำงานด้านภาษี เพื่อแสดงจุดยืนประท้วง

นอกจากมิติทางเศรษฐกิจแล้ว เรื่องนี้ยังเป็น “เดิมพันทางการเมือง” ที่มีความเสี่ยงสูงยิ่งของทาคาอิจิ เนื่องจากวาระตำแหน่งหัวหน้าพรรค LDP ของเธอจะสิ้นสุดลงช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2570 ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงเวลา “เริ่มบังคับใช้ภาษีใหม่” และมีสนามเลือกตั้งวุฒิสภารออยู่ในฤดูร้อนปี 2571

คำถามสำคัญจึงตกอยู่กับความแน่นอนว่า เธอจะยังอยู่ในอำนาจ จนถึงปี 2572 เพื่อรับผิดชอบการปรับขึ้นภาษีกลับสู่ระดับเดิมหรือไม่..!?

มาตรการลดภาษีการบริโภคเหลือ 1% จึงเป็นเสมือน “ยาบรรเทาปวด” ชั่วคราวที่แลกมาด้วยความเสี่ยงทางการคลังอันใหญ่หลวงหากรัฐบาลไม่สามารถวางโครงสร้างระบบสวัสดิการเชื่อมโยงรายได้แบบใหม่ ตามที่สัญญาไว้ในปี 2572 ได้สำเร็จ

วิกฤตการณ์ครั้งนี้อาจไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องค่าครองชีพ แต่อาจลุกลามถึงความมั่นคงทางการคลัง และความเชื่อมั่นต่อระบบการเมืองญี่ปุ่นระยะยาว

Back to top button

Back To Top